ลักษณะของคนที่มีปัญญา

ใจของเราก็เช่นกัน ถ้าไม่นิ่งก็จะไม่ใส เมื่อไม่ใสเราก็จะไม่เห็นสิ่งต่างๆที่เป็นคุณและเป็นโทษกับใจของเรา เราก็เลยไม่รู้ว่าอะไรเป็นคุณ อะไรเป็นโทษ เราก็เลยมักจะไปคว้าสิ่งต่างๆที่เป็นโทษกับใจของเรา คือคว้าเอาความโลภ คว้าเอาความโกรธ คว้าเอาความหลงเข้ามา ทำให้เราไม่ค่อยมีความสุขกัน ถึงแม้ว่าเราจะหาสิ่งต่างๆมาได้มากมาย มีเงินทองมาก มีข้าวของมาก มีทรัพย์สมบัติมาก มีทั้งสามี มีทั้งภรรยา มีทั้งลูก มีทั้งตำแหน่งที่สูงๆ มีทั้ง รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ทุกรูปแบบ ต้องการรูปแบบไหน เสียงแบบไหน กลิ่นแบบไหน รสแบบไหน โผฏฐัพพะแบบไหน เราหามาได้หมด แต่ใจเรากลับไม่มีความสุข นั่นก็เพราะว่าใจเราไม่สงบ ใจเราไม่นิ่งนั่นเอง เราจึงต้องมาทำใจของเราให้นิ่งด้วยการปลีกวิเวก ต้องตัดรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ที่เป็นตัวคอยทำให้ใจของเรากระเพื่อมอยู่ตลอดเวลา จึงต้องหนีจากสิ่งเหล่านี้

เมื่อหนีมาแล้ว ในขั้นต่อไปเราต้องมีเครื่องควบคุมใจ ถึงแม้ว่าจะไม่มีอะไรจากภายนอกมาทำให้ใจเรากระเพื่อมได้ คือให้คิดปรุงแต่งเรื่องราวต่างๆ ไม่มีรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ มาจี้ มาผลักดันให้ใจคิดปรุงก็ตาม แต่ใจยังนิ่งอยู่เฉยๆไม่ได้ ใจยังต้องคิดโน่นคิดนี่อยู่ เพราะนี่คือธรรมชาติของกิเลสนั่นเอง ของความโลภ ความโกรธ ความหลง จะคอยผลักให้ใจคิดปรุงตลอดเวลา ใจก็ยังไม่นิ่ง การที่จะทำให้ใจนิ่งได้จะต้องมีสติ สติจะเป็นตัวควบคุมใจ ไม่ให้ใจคิดปรุงแต่งเรื่องราวต่างๆ ในเบื้องต้นท่านถึงสอนให้เรามีสติควบคุมใจ โดยให้จิตระลึกอยู่กับอารมณ์กรรมฐานใดอารมณ์หนึ่ง ที่เป็นนามธรรมก็ดี เป็นรูปธรรมก็ดี ผูกใจไว้ ให้มีสติระลึกรู้อยู่กับกรรมฐานนั้นๆ เพราะว่าถ้าใจไม่มีสติระลึกอยู่กับกรรมฐานใจก็จะลอยไปลอยมา ใจก็เปรียบเหมือนกับเรือ เรือที่จอดอยู่กับท่าแต่ไม่มีเชือกผูกไว้กับท่า จอดทิ้งไว้เฉยๆ เดี๋ยวกระแสน้ำก็จะพัดลอยออกไปจากท่าฉันใด ใจก็เช่นกัน ถ้าใจไม่มีอะไรผูกไว้แล้ว ใจก็จะลอยไป คิดไป ปรุงไป ใจก็จะไม่สงบ จึงต้องมีการผูกใจ คือต้องมีสติซึ่งเปรียบเหมือนกับเชือกผูกใจไว้กับท่า ท่านี้คือกรรมฐาน มีอยู่หลายชนิดด้วยกัน โดยทั่วไปแล้วจะใช้กันอยู่ ๒ แบบ คือการบริกรรมคำว่า พุทโธๆๆ นี่ก็เป็นกรรมฐานอย่างหนึ่ง เรียกว่าพุทธานุสติ คือการมีสติระลึกถึงคำว่าพุทโธ ถ้าเราให้ใจมีสติระลึกรู้อยู่กับคำว่าพุทโธๆๆ อย่างเดียว ไม่ให้ใจไปคิดถึงเรื่องราวอย่างอื่นๆ ไม่ช้าก็เร็วใจก็จะสงบได้ เพราะใจไม่สามารถจะลอยไปตามกระแสความคิดปรุงต่างๆ

เหมือนกับเรือที่มีเชือกผูกไว้กับท่าเรือ ถึงแม้จะมีกระแสน้ำไหลมาเชี่ยวกรากขนาดไหน กระแสน้ำก็ไม่สามารถที่จะลากเรือให้ลอยไปจากท่าเรือได้ฉันใด ใจก็เช่นกัน ถ้ามีกรรมฐานเช่นคำบริกรรมพุทโธๆๆอยู่ และสติคือการระลึกรู้อยู่กับคำบริกรรมพุทโธๆๆนั้นอยู่ ถ้าทำไปได้เรื่อยๆอย่างต่อเนื่อง ไม่ช้าก็เร็วใจก็จะรวมลง เข้าสู่ความสงบ ถ้าใจรวมลงเข้าสู่ความสงบแล้ว ใจก็จะนิ่ง ใจก็จะเบา ใจจะมีความสุข ขณะที่รวมลงสู่ความสงบนั้น การบริกรรมคำว่าพุทโธๆๆ ก็ไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป เพราะการบริกรรมคำว่าพุทโธๆๆนั้น เป็นเพียงการดึงใจให้เข้าสู่ความสงบ เมื่อใจเข้าสู่ความสงบแล้ว ใจก็จะไม่มีอารมณ์อะไรมาฉุดลากพาให้ไปในอารมณ์ต่างๆ ในขณะนั้นก็ไม่ต้องทำอะไร ใจจะสงบนิ่งอยู่อย่างนั้น จะนานหรือไม่นานก็สุดแท้แต่เหตุปัจจัยที่ทำให้ใจสงบ ในขณะนั้น เราไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับเรื่องอะไร ถึงแม้ว่าจะมีธุระจำเป็นที่จะต้องไปก็อย่าเพิ่งดึงใจออกมาจากความสงบนั้น เพราะว่าไม่มีอะไรมีคุณค่ายิ่งกว่าความสงบของใจ และถ้าใจถูกดึงออกมาแล้ว ในคราวต่อไปใจอาจจะไม่สงบได้ง่าย

ในขณะที่ทำสมาธิแล้วใจรวมลงอยู่ในความสงบ จึงอย่าไปรบกวนใจ ปล่อยให้ใจอยู่ในความสงบ เพราะเป็นการพักใจ เป็นการเติมพลังให้กับใจ ไม่มีอะไรมีความสำคัญยิ่งกว่าความสงบของใจ ถึงแม้จะมีธุระหรือมีอะไรที่จะต้องทำในขณะนั้นก็ขอให้เราลืมเสียเถิด อย่าไปสนใจ เพราะความสงบของใจเปรียบเหมือนกับก้อนเพชรเม็ดใหญ่ๆ ส่วนงานที่เราจะไปทำนั้น เปรียบเหมือนกับก้อนหิน คุณค่ามันแตกต่างกันมาก ไม่ต้องไปกังวล ขณะที่จิตรวมลงแล้ว ควรปล่อยให้จิตรวมลงอยู่อย่างนั้นไปเรื่อยๆ จนกว่าจิตจะถอนตัวขึ้นมาเอง เมื่อจิตถอนตัวออกมาแล้วใจจะมีความสดชื่นเบิกบาน ใจจะมีความสบายใจ แต่จะเป็นอยู่อย่างนั้นไปได้ไม่นาน เพราะเมื่อออกมาแล้ว ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็จะเริ่มทำงาน ตาก็จะเห็นภาพ หูก็จะได้ยินเสียง จมูกก็จะได้ดมกลิ่น ลิ้นก็จะได้ลิ้มรส ร่างกายก็ได้สัมผัสกับโผฏฐัพพะต่างๆ ใจก็จะสัมผัสกับอารมณ์ต่างๆ เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว กิเลสซึ่งสงบตัวอยู่ขณะที่อยู่ในความสงบก็จะถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมา ทำให้เกิดความโลภ ความโกรธ ความหลงขึ้นมา เมื่อมีความโลภ ความโกรธ ความหลงขึ้นมา ก็จะมีความทุกข์ร้อนใจตามมา

จึงเป็นหน้าที่ของธรรมอีกชนิดหนึ่งที่เรียกว่าปัญญา หรือ วิปัสสนา ที่จะต้องทำหน้าที่ต่อไป คือในเบื้องต้นเราทำใจให้สงบก่อน ใจสงบแล้วเรามีความสุข และเรารู้ว่านี่แหละคือสภาพของใจที่ต้องรักษาไว้ แต่เมื่อออกจากสมาธิหรือออกจากความสงบแล้ว ใจก็จะเริ่มทำงาน คิดปรุงไปเรื่อยๆ ความคิดของใจคิดไปได้ ๒ ทิศทางด้วยกัน คิดไปทางหนึ่งก็ยังทำให้ใจสงบอยู่ เรียกว่าคิดไปในทางมรรค คิดไปอีกทางก็จะทำให้เกิดความวุ่นวายใจ คือคิดไปในทางสมุทัย คิดไปทางมรรคทำใจให้สงบเย็นได้ คิดไปทางสมุทัยคือไปทางโลภ โกรธ หลง ทางกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ความยึดมั่นถือมั่น ก็จะทำให้ใจเกิดความร้อนใจขึ้นมา เราจึงต้องมาควบคุมความคิดของใจต่อไป พยายามให้ใจคิดไปในทางมรรค

คิดอย่างไรถึงจะให้ใจคิดไปในทางมรรค ก็ให้คิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นของไม่เที่ยง ทุกสิ่งทุกอย่างที่เรามีอยู่ไม่ใช่ของๆเราอย่างแท้จริง ถ้าเรายึดเราติดอยู่กับสิ่งเหล่านี้ ก็จะเกิดความโลภ เกิดความโกรธ เกิดความหลง ก็จะเกิดความทุกข์ขึ้นมา แต่ถ้าเราปล่อยวาง ไม่ยึดไม่ติดกับสิ่งต่างๆที่เรามีอยู่ เรามีอยู่เราก็ใช้ไป ดูแลรักษาไปตามกำลังความสามารถของเราเท่าที่เราจะทำได้ แต่เมื่อถึงเวลาที่สิ่งเหล่านี้จะต้องจากเราไป เราก็ไม่ต้องไปเสียดาย เราทำใจพร้อมไว้ก่อนแล้วว่าพร้อมที่จะให้ พร้อมที่จะหมด พร้อมที่จะให้หมดไป ถ้าเราคิดอย่างนี้แสดงว่าเรากำลังเจริญมรรคอยู่ มรรคก็คือเครื่องดับทุกข์นั่นเอง แต่ถ้าเราคิดไปอีกแนวทางหนึ่ง คือคิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เรามีอยู่ต้องอยู่กับเราไปตลอด ถ้าเราไม่มีสิ่งเหล่านี้แล้วเราจะแย่ เราจะตาย นี่เป็นการคิดแบบยึดมั่นถือมั่นอยู่กับสิ่งเหล่านี้ เป็นความคิดที่ฝืนหลักของความเป็นจริง เพราะทุกสิ่งทุกอย่างไม่อยู่กับใครไปตลอด เวลาเรามาเกิดในโลกนี้ เราก็ไม่ได้เอาอะไรติดตัวมา ของต่างๆที่เราได้มาในโลกนี้ แม้กระทั่งร่างกายของเราก็เป็นของโลกนี้ เป็นของที่มีอยู่ในโลกนี้มาก่อน เมื่อเราตายไปเราก็ต้องทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างไว้หมด เราเอาอะไรไปไม่ได้ มีแต่ใจดวงเดียวที่ไปเท่านั้นเอง

ถ้าไม่อยากจะทุกข์ จึงต้องทำความเข้าใจว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เรามีอยู่ ที่เราสมมุติว่าเป็นเรา เป็นของๆเรานั้น โดยแท้จริงแล้วไม่ใช่เป็นเราเป็นของๆเรา เราต้องปล่อย เราต้องตัด เราต้องวาง แต่ไม่ได้หมายความว่าให้เราทิ้งไปเลย เพราะว่าสิ่งต่างๆที่เรามีอยู่ก็ยังมีคุณ มีประโยชน์ ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ เราก็ต้องอาศัยสิ่งเหล่านี้ไว้ดูแลรักษาอัตภาพร่างกายชีวิตของเรา เรายังต้องกิน เรายังต้องใช้ เรายังต้องอาศัยสิ่งเหล่านี้อยู่ เราก็ใช้สิ่งเหล่านี้ไปตามเหตุตามผล อย่าไปใช้ตามอารมณ์ของกิเลส คือใช้เท่าที่จำเป็น เช่นเสื้อผ้าก็มีเท่าที่จำเป็น ราคาของเสื้อผ้าก็ไม่จำเป็นต้องแพงมากมาย เอาเท่าที่จำเป็น เท่าที่สมกับฐานะของเราก็แล้วกัน เรามีเท่าไรพอที่จะใช้ได้ในราคาระดับไหนก็ใช้ไป แต่ให้ทำความเข้าใจว่า เสื้อผ้าก็ดี อาหารก็ดี บ้านก็ดี หรือยารักษาโรคก็ดี ก็มีไว้เพียงแต่ดูแลรักษาร่างกายของเราเท่านั้นเอง เสื้อผ้าจะราคาชุดละหมื่น ราคาชุดละพัน มันก็มีไว้ปกปิดร่างกายของเรา อาหารก็เช่นกัน จะมื้อละหมื่นหรือมื้อละพัน มันก็เพียงแต่ไปเยียวยาดูแลรักษาร่างกายของเราไม่ให้หิวเท่านั้นเอง ให้อยู่ได้ไปวันๆหนึ่ง

จึงขอให้เราอย่าหลง เวลาใช้เงินใช้ทองใช้ของที่เรามีอยู่ ขอให้ใช้ด้วยปัญญา ใช้ด้วยเหตุด้วยผล ถ้าเราใช้ด้วยเหตุด้วยผลแล้ว สิ่งต่างๆที่เรามีอยู่จะไม่เป็นโทษกับเรา แต่จะเป็นคุณประโยชน์กับเรา เพราะจะไม่กดดันให้เราต้องไปหามามากมายก่ายกองเกินความจำเป็น คนเราบางคนมีสมบัติมากมายแต่ใจก็ยังมีความรู้สึกไม่พอ ยังอยากจะได้เพิ่มขึ้นอีกเพราะอะไร เพราะความหลงนั่นเอง เห็นคนอื่นเขามีอะไรขึ้นมาใหม่ ก็อยากมีกับเขาขึ้นมาทันที โดยไม่คำนึงถึงเหตุผลเลยว่ามีความจำเป็นที่จะต้องมีสิ่งเหล่านั้นหรือเปล่า แต่ถ้ามีปัญญามีเหตุมีผลแล้ว เราจะใช้สิ่งเหล่านี้ตามความจำเป็นเท่านั้น เราจะกลายเป็นคนมักน้อยสันโดษขึ้นมาทันที มักน้อยก็คือถึงแม้เราจะมีมากแต่เราจะเอาน้อยๆ เอาเท่าที่จำเป็นเท่านั้นเอง เพราะว่ามีมากเกินความจำเป็นก็ต้องดูแลรักษามาก มีเสื้อผ้ามากๆก็ต้องมีตู้เก็บหลายๆใบ ต้องคอยดูแล ต้องคอยเอามาซัก เอามาทำความสะอาด ถ้ามีเพียง ๒ – ๓ ชุด ก็จะดูแลรักษาง่ายกว่า สบายกว่า นี่แหละคือลักษณะของคนที่มีปัญญา.

กัณฑ์ที่ ๙๔ วันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๔๔ (กำลังใจ ๖)

“ปลีกวิเวก”

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต