ปลีกวิเวก

เป็นบุญวาสนาของพวกเราที่เกิดมาในชาตินี้ ได้พบกับพระพุทธศาสนา พระธรรมคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้รู้จริงเห็นจริงในเรื่องของความสุขและความทุกข์ทั้งหลาย แล้วนำสิ่งที่ได้ทรงรู้ทรงเห็นมาประกาศสั่งสอนให้กับมนุษย์ทั้งหลายได้ทราบ ผู้ที่มีจิตศรัทธา คือเมื่อได้ยินได้ฟังแล้ว ก็เกิดความเลื่อมใส เกิดความเชื่อ นำเอาไปปฏิบัติก็จะพบกับความสุขความเจริญที่แท้จริง ไม่ต้องมีความทุกข์มารุมเร้าจิตใจ พวกเราถ้าปรารถนาความสุขที่แท้จริง ไม่ต้องการมีความทุกข์มากวนใจ จึงต้องเข้าหาพระศาสนา เข้าหาพระธรรมคำสอน แล้วน้อมเอาพระธรรมคำสอนมาปฏิบัติกับตัวเรา แล้วเราจะได้เป็นเหมือนกับพระพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกทั้งหลาย เป็นผู้มีแต่ความสุขความเจริญอย่างแท้จริง เป็นผู้ที่พ้นจากความทุกข์อย่างแท้จริง

แล้วอะไรเล่าคือความสุขที่แท้จริง พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ว่า ไม่มีสุขอันใดในโลกนี้จะเหนือกว่าความสุขที่เกิดจากความสงบของใจ นี่แหละคือความสุขที่แท้จริง เป็นความสุขที่อยู่กับเรา เพราะว่าเป็นของที่อยู่ในตัวของเราเอง เป็นความสุขที่ไม่มีใครจะมาพรากจากเราไปได้ แต่เป็นความสุขที่เรายังต้องสร้างขึ้นมา เพราะว่าในขณะนี้ใจของเรายังไม่สงบ ใจของเรายังมีความฟุ้งซ่าน มีความดิ้นรนทะเยอทะยานอยากอยู่ ด้วยอำนาจของกิเลสตัณหา ที่มีโมหะอวิชชาความไม่รู้ความจริงเป็นเครื่องผลักดันใจของเราอยู่ ทำให้ใจของเราอยู่นิ่งไม่ได้ และเมื่อใจอยู่นิ่งไม่ได้ ใจก็เลยไม่มีความสุข มีแต่ความหิว มีแต่ความกระหาย เมื่อมีความหิว มีความกระหาย ก็เลยต้องออกไปดิ้นรนขวนขวายหาความสุข มาเพิ่มขึ้นอีก ก็เลยทำให้เกิดความวุ่นวายใจตามมา

เพราะว่าในขณะที่ออกไปขวนขวายหาสิ่งต่างๆ ที่เราคิดว่าเป็นความสุข เช่นลาภ คือทรัพย์สมบัติข้าวของเงินทองต่างๆ ยศ คือตำแหน่งต่างๆ สรรเสริญ คือคำยกย่องเยินยอ และ กามสุข คือความสุขที่เกิดจากการได้สัมผัสกับรูปที่ถูกใจ เสียงที่ถูกใจ กลิ่นที่ถูกใจ รสที่ถูกใจ และโผฏฐัพพะที่ถูกใจ ทำให้จิตต้องหมุน ต้องดิ้นรนอยู่ตลอดเวลา ไม่ได้ทำให้จิตสงบ จิตหลุดพ้น แต่กลับทำให้ติด เกิดความผูกพันกับรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ลาภ ยศ สรรเสริญ กามสุข เลยทำให้จิตต้องทำงานอยู่ตลอดเวลาเพื่อที่จะดูแลรักษาสิ่งเหล่านี้ที่ได้มา แล้วก็พยายามหามาเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ เปรียบเหมือนกับตุ่มน้ำที่รั่วใบหนึ่ง ไม่สามารถเก็บน้ำไว้ได้นาน เติมน้ำเข้าไปเท่าไร ทิ้งไว้สักระยะหนึ่งน้ำก็จะพร่องลงไป พอพร่องลงไปเราก็ต้องคอยเติมให้มันเต็มอยู่เรื่อยๆ นั่นก็คือลักษณะของใจเรา ที่เป็นเหมือนกับตุ่มน้ำที่ยังมีรอยรั่วอยู่ ๓ รอยด้วยกัน รอยรั่วทั้ง ๓ นี้เรียกว่าตัณหา ความอยาก คือ ๑.กามตัณหา ความอยากในกาม ๒.ภวตัณหา ความอยากมีอยากเป็น ๓.วิภวตัณหา ความอยากไม่มีอยากไม่เป็น ซึ่งทำให้ใจไม่เต็ม ไม่อิ่ม ไม่พอ ได้อะไรมามากน้อยเท่าไร สักระยะหนึ่งความพอใจก็หมดไป ความอยากได้ใหม่ก็จะปรากฏขึ้นมา เปรียบเหมือนกับตุ่มน้ำที่มีรอยรั่วอยู่ ๓ รอย เติมน้ำเข้าไปให้เต็มอยู่พักหนึ่ง น้ำก็จะซึมออกไปแล้วก็จะพร่องลงไปเรื่อยๆ ถ้าไม่เติมเข้าไปอีก น้ำก็จะไม่มีเหลืออยู่ในตุ่ม นี่แหละคือลักษณะของใจของพวกเราที่ยังมีโมหะอวิชชา ความหลงความมืดบอดสร้างรอยรั่วให้กับใจ คือสร้างกิเลสตัณหา ความอยากต่างๆ ให้เกิดขึ้นภายในใจ ทำให้ใจมีความรู้สึกว่ายังไม่มีความสุข ยังไม่อิ่ม ยังไม่พอ เพราะใจไม่นิ่งนั่นเอง

ถ้าตราบใดใจยังไม่นิ่ง ยังไม่สงบ ใจก็จะไม่มีความสุข นี่เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ ทรงพบเห็นในธรรมชาติของใจว่า ความสุขที่แท้จริง ความสุขที่สมบูรณ์แล้วนั้น มีอยู่ในใจของเราอยู่แล้ว แต่เราไม่รู้ เรากลับไปคิดว่าความสุขอยู่ที่ภายนอก อยู่ที่ข้าวของเงินทอง อยู่ที่วัตถุสมบัติ อยู่ที่บุคคลสมบัติ คือต้องมีสิ่งต่างๆ มีข้าวของเงินทองไว้ใช้ ต้องมีสามี มีภรรยา มีลูก ถึงจะมีความสุข แต่เมื่อมีแล้ว แทนที่จะให้ความสุขกับเราอย่างเดียว ก็ยังมีความทุกข์ตามมาด้วย ความทุกข์ที่แฝงอยู่ในสิ่งเหล่านี้ก็คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นั่นเอง ทุกสิ่งทุกอย่างที่เรามีครอบครองอยู่ ล้วนเป็นของไม่เที่ยง ไม่มีใครเป็นเจ้าของ เป็นของธรรมชาติ สักวันหนึ่งธรรมชาติก็จะต้องเอากลับคืนไป ถ้าเราไปยึดไปติดกับสิ่งเหล่านี้เราก็จะมีแต่ความทุกข์ใจ ถามตัวเราเองดูซิว่า เวลาเรามีสามีก็ดี ภรรยาก็ดี มีลูกก็ดี หรือมีสมบัติข้าวของเงินทองต่างๆ มียศถาบรรดาศักดิ์ ตำแหน่งต่างๆ เรามีความรู้สึกอย่างไรกับสิ่งเหล่านั้น เราจะต้องมีความกังวลใจ เพราะไม่รู้ว่าสิ่งเหล่านี้จะจากเราไปเมื่อไร ความกังวลใจนี้ก็คือความทุกข์แล้ว นี่แหละคือลักษณะของความหลง หลอกให้เราเอาความทุกข์เข้ามาเผาใจ รุมเร้าจิตใจเรา แทนที่จะหาความสุขที่แท้จริงคือความสงบ เรากลับไปหากองทุกข์เข้ามารุมเร้าใจเรา เราจึงไม่มีความสุข มีแต่ความทุกข์กัน

เราจึงต้องอาศัยพระพุทธเจ้า พระอรหันตสาวกเป็นตัวอย่าง ให้ท่านเป็นผู้นำพาเรา ด้วยการฟังคำสอนของท่านแล้วนำมาปฏิบัติ ท่านสอนให้เราทำใจให้สงบ เราก็ต้องทำ วิธีที่จะทำใจให้สงบนั้นเราต้องปลีกวิเวก คือต้องหาที่สงบสงัด ปราศจากรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะที่รบกวนใจเรา รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะที่เราชอบ ที่เรารักนั่นแหละ หรือที่เราไม่ชอบนั่นแหละจะเป็นตัวที่จะมาคอยทำให้ใจเราไม่สงบ ท่านจึงต้องสอนให้เราหาสถานที่สงบสงัดวิเวกอย่างในวัด อย่างที่ญาติโยมบางท่านได้มาถือศีลปฏิบัติธรรม นุ่งขาวห่มขาวกัน เป็นวิธีแสวงหาความสงบในเบื้องต้น กายวิเวก คือสงบกายเสียก่อน คือสิ่งแวดล้อมของร่างกายต้องสงบ ถ้าเราอยู่ท่ามกลางรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะที่ทำให้ใจเกิดความยินดียินร้ายขึ้นมาแล้ว ใจก็จะกระเพื่อม ใจก็จะไม่นิ่ง ใจนี้ถ้าเปรียบก็เหมือนกับน้ำ น้ำถ้าปล่อยไว้เฉยๆไม่ไปตักไม่ไปกวน ไม่ไปคน ไม่โยนอะไรใส่เข้าไปในน้ำ ก็จะไม่มีลูกคลื่น น้ำก็จะนิ่ง จะใส เวลาเรามองน้ำที่นิ่งใสก็จะสามารถสะท้อนเห็นตัวเรา เห็นหน้าของเราได้ เป็นเหมือนกระจกเงา แต่ถ้าน้ำมีคลื่นเราก็ไม่สามารถที่จะมองเห็นหน้าเราได้ เพราะว่าน้ำไม่นิ่งนั่นเอง ลูกคลื่นที่เกิดจากการตักน้ำก็ดี การโยนอะไรใส่เข้าไปในน้ำก็ดี หรือการกวนน้ำก็ดี น้ำก็จะมีลูกคลื่นมาก น้ำก็จะขุ่น น้ำก็จะไม่ใส.

กัณฑ์ที่ ๙๔ วันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๔๔ (กำลังใจ ๖)

“ปลีกวิเวก”

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต