ละกามตัณหา

ความทุกข์นี้เปรียบเหมือนกับไฟที่เราจุดไว้ในเตา เวลาจุดไฟเราต้องมีเชื้อไฟ คือต้องมีฟืน ถ้าในสมัยปัจจุบันนี้เราใช้เตาแก๊ส เราก็ต้องมีแก๊สเป็นเชื้อไฟ เวลาจุดไฟไฟก็จะเผาไหม้แก๊สหรือฟืนไปเรื่อยๆ ถ้าต้องการให้ไฟดับเราก็ต้องเอาฟืนออกจากกองไฟหรือปิดแก๊ส ไฟก็จะดับได้ ฉันใดความทุกข์ใจที่เกิดกับพวกเราทุกๆคน ก็เกิดจากตัณหาทั้ง ๓ นี้ ความทุกข์เหล่านี้จะไม่หมดไปจากจิตจากใจของพวกเรา ถ้าเราไม่ละตัณหาทั้ง ๓ นี้ให้ออกไปจากจิตจากใจ คนที่ฉลาด ที่ปรารถนาความสุข ความไม่มีทุกข์ จึงต้องคำนึงถึงหลักเหตุผล หลักของพระอริยสัจทั้ง ๔ นี้ ว่าทุกข์นั้นเกิดจากสมุทัย ความดับทุกข์นั้นเกิดจากมรรค ถ้าเจริญมรรคให้มาก นิโรธการดับทุกข์ก็จะดับได้มาก ถ้าเจริญได้เต็มที่ นิโรธการดับทุกข์ก็จะดับได้อย่างเต็มที่

การเจริญมรรคจึงเป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคน เพื่อจะได้นำมรรคมาละตัณหาทั้ง ๓ กามตัณหาคืออะไร กามตัณหาก็คือความยินดี ความอยากในกามคุณ ๕ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ของชายและหญิง ที่เป็นสิ่งยั่วยวนกวนใจทำให้เกิดมีความอยาก ที่จะเข้าใกล้ชิด ผู้หญิงก็อยากจะเข้าใกล้ชิดผู้ชาย ผู้ชายก็อยากจะเข้าใกล้ชิดผู้หญิง วิธีที่จะต่อสู้กับกามตัณหา จึงต้องใช้อินทรียสังวร การสำรวม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ให้อยู่ห่างจาก รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ที่จะกระตุ้นกามารมณ์ให้เกิดขึ้น ให้ถอยห่างจาก รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะเหล่านั้น ถ้าสามารถปลีกตัวเข้าวัดที่มีการปฏิบัติธรรม มีความสงบได้ก็ดี หรือปลีกตัวไปตามป่าตามเขาได้ก็ยิ่งดีใหญ่ เพราะสถานที่เหล่านั้นเป็นสถานที่ๆ ห่างไกลจาก รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ที่จะทำให้เกิดกามารมณ์ขึ้นมา

เมื่อได้อยู่ห่างไกลจากกามคุณ ๕ แล้ว ขั้นต่อไปเราต้องเจริญสมถภาวนาทำจิตให้สงบ เวลาอยู่ห่างไกลจากกามารมณ์แล้ว การทำจิตให้สงบจะเป็นไปได้ง่าย พยายามเจริญสติให้รู้อยู่กับอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งที่ใช้เป็นเครื่องผูกใจ เช่น พุทธานุสติ การบริกรรม พุทโธๆๆ อยู่ในใจไปเรื่อยๆ ตลอดเวลา โดยไม่ให้ใจไปคิดเรื่องราวต่างๆ ให้มีความรู้อยู่กับคำว่า พุทโธๆๆ อย่างเดียว หรืออานาปานสติ การกำหนดดูลมหายใจเข้าออก มีสติรู้อยู่กับลมหายใจเข้าออก ก็จะเป็นอารมณ์ที่สามารถผูกใจไว้ได้ ดึงใจให้เข้าสู่ความสงบได้ ข้อสำคัญขณะที่เจริญพุทธานุสติก็ดี หรืออานาปานสติก็ดี ต้องมีสติจริงๆ จะต้องมีความรู้อยู่กับคำว่า พุทโธๆๆ หรือลมหายใจเข้าออกเท่านั้น ไม่ให้ใจลอยไปสู่อารมณ์อื่น ไม่ให้ใจไปคิดถึงเรื่องอื่น เรื่องที่เกิดขึ้นมาในอดีตก็ดี เรื่องที่จะเกิดในอนาคตก็ดี หรือเรื่องที่เกิดในปัจจุบันก็ดี อย่างในขณะนี้ท่านกำลังฟังเทศน์อยู่ ก็ให้มีสติอยู่กับการฟังเทศน์ ถึงแม้จะมีเสียงอื่นเข้ามารบกวนบ้าง เช่นเสียงสุนัขเห่า ถ้าเราไม่ไปสนใจ เสียงสุนัขเห่าก็ไม่สามารถเข้ามาทำลายสมาธิเราได้ แต่ถ้าเราไม่มีสติใจก็จะคิดเรื่องสุนัขเห่า มีการคิดปรุงขึ้นมาว่าทำไมสุนัขตัวนี้จึงต้องมาเห่าตอนนี้ด้วย ทำไมไม่มีใครไปห้าม ถ้าคิดอย่างนี้ก็แสดงว่าเราเผลอสติแล้ว สติไม่ได้อยู่กับงานที่เรากำหนดให้ทำอยู่ ถ้ามีสติใจจะอยู่กับการฟังธรรมอย่างต่อเนื่อง ไม่ขาดตอน ไม่เถลไถลไปสู่เรื่องอื่น

ถ้าอยู่ตามลำพัง เราก็กำหนดให้รู้อยู่กับการบริกรรมพุทโธๆๆ หรือรู้อยู่กับลมหายใจเข้าออก หายใจเข้าก็รู้ หายใจออกก็รู้ ให้รู้อยู่เพียงเท่านี้ก็พอ ถ้าทำได้อย่างต่อเนื่องแล้ว จิตจะค่อยๆรวมตัวลงเข้าสู่ความสงบ เมื่อจิตรวมตัวลงเข้าสู่ความสงบแล้ว จิตจะมีความอิ่ม มีความสุข มีปิติ เป็นจิตที่ตั้งมั่น ในขณะนั้นจิตจะไม่ลอยไปไหนมาไหน ไม่ต้องมีสติ ไม่ต้องมีพุทโธๆๆ ไม่ต้องมีลมหายใจไปควบคุมจิตในขณะนั้น ในขณะที่จิตรวมลงอยู่นั้น จิตจะนิ่งอยู่กับที่ เรียกว่าจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ ตั้งมั่นอยู่ในความสงบ เป็นสมถะ เป็นความสงบ นี่เป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นในเบื้องต้นสำหรับผู้ที่ปฏิบัติมรรคสัจ เมื่อได้ความสงบแล้ว หลังจากที่จิตถอนออกจากความสงบ จิตจะเริ่มคิดปรุง ท่านก็สอนให้นำจิตคิดปรุงไปในสัจธรรมความจริงทั้งหลาย เช่นพิจารณาดูร่างกายของคนเรา ไม่ว่าชายหรือหญิง ว่าเป็นร่างกายที่สวยงามอย่างที่กิเลสตัณหาปรุงแต่งไปหรือไม่ หรือเป็นอย่างอื่น ให้พิจารณาดูอาการ ๓๒ ของร่างกาย เพราะว่าคนเราไม่ใช่มีแต่เพียง ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เท่านั้น ซึ่งเป็นส่วนที่อยู่ภายนอก เป็นส่วนที่เราเห็นกัน แต่ร่างกายนี้ยังมีอีก ๒๗ อาการด้วยกัน ที่อยู่ภายใน อยู่ใต้ผิวหนังลงไป เช่น เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา เปลวมัน น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร เป็นส่วนประกอบของร่างกายของคนเรา ไม่ว่าหญิงหรือชาย ถ้าพิจารณาดูเข้าไปแล้ว จะเห็นว่าความสวยงามของร่างกายอยู่ที่ผิวหนังเท่านั้นเอง

ความจริงแล้วร่างกายมีทั้งส่วนที่สวยงามและส่วนที่ไม่สวยงาม ถ้ามองแต่ส่วนที่สวยงามอย่างเดียว ก็จะทำให้เกิดกามารมณ์เกิดขึ้นมา ถ้าต้องการที่จะดับกามารมณ์ จึงต้องดูส่วนที่ไม่สวยงามด้วย คือส่วนที่อยู่ภายในอยู่ใต้ผิวหนังลงไป เราจึงต้องพิจารณาดูอาการ ๓๒ ของร่างกายอย่างสม่ำเสมอ ฝึกให้เป็นนิสัย เดินไปไหนมาไหน ทำอะไรอยู่ หรือว่างอยู่ไม่รู้จะทำอะไรก็ให้พิจารณาดูร่างกายของเรา ดูความเป็นของไม่สวยไม่งามของร่างกายบ้าง ดูความเป็นปฏิกูลของร่างกายบ้าง ร่างกายมีการขับถ่ายสิ่งของต่างๆ ออกจากทวารต่างๆด้วยกันทุกๆคน สิ่งที่ขับถ่ายออกมา เป็นปฏิกูลของสกปรก ร่างกายนี้จึงเป็นของสวยงามได้อย่างไร เป็นของสะอาดได้อย่างไร ในเมื่อมีสิ่งปฏิกูลถูกถ่ายออกมาอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา นอกจากความสกปรกแล้ว ขณะที่เป็นอยู่เรายังเห็นว่าไม่สวยไม่งาม เวลาตายไปแล้วจะเป็นอย่างไร ขณะที่แก่เฒ่าลงไปจะเป็นอย่างไร หนังที่เคยเต่งตึงก็จะเหี่ยวย่น ผมที่เคยดำก็จะกลายเป็นสีขาว และเมื่อตายไปร่างกายก็จะต้องขึ้นอืด เน่าเฟะ และในที่สุดก็จะย่อยสลายกลับคืนสู่ ธาตุ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ

นี่คือสัจธรรมความจริงของร่างกายนี้ เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เจริญให้มาก เป็นมรรคสัจ เป็นความจริง เป็นปัญญานั่นเอง ถ้ามองตามความจริงแล้ว จะเห็นว่าร่างกายนี้ไม่เป็นสิ่งที่น่ายินดี น่ากำหนัด น่ามีตัณหาความอยาก น่ามีกามารมณ์กับร่างกายนี้เลย แต่เพราะขาดความฉลาด ขาดโยนิโสมนสิการ คือการไตร่ตรอง ใคร่ครวญ โดยรอบคอบ กับสิ่งที่เราไปยึดไปติด ว่าสวยว่างามว่าเป็นอย่างไรอย่างแท้จริง ถ้าได้เจริญตามแนวที่พระพุทธองค์ได้ทรงสั่งสอนไว้แล้ว จะเห็นได้ว่าร่างกายเป็นสิ่งที่ไม่สวยไม่งามเลย เป็นปฏิกูลของสกปรก เป็นอสุภเป็นของไม่สวยไม่งาม ถ้าเห็นตามความเป็นจริงแล้ว จะไม่มีความอยาก มีกามารมณ์เลย ทุกครั้งที่มองเห็นบุคคล ไม่ว่าชายหรือหญิง จะไม่เห็นแต่อาการ ๕ อย่างที่อยู่ภายนอกคือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เท่านั้น แต่จะมองเห็นทั้ง ๓๒ อาการ จะมองเห็นสภาพที่จะต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตายของร่างกายนี้

เมื่อเห็นอย่างนี้แล้ว ความอยาก ความยินดีในร่างกายก็จะหมดไป เพราะไม่มีใครอยากจะยินดีกับสิ่งที่ไม่สวยไม่งาม สิ่งสกปรก สิ่งที่น่าเกลียดน่ากลัว ถ้าเจริญได้อย่างต่อเนื่องแล้ว กามตัณหาที่มีอยู่ภายในใจก็จะค่อยๆหมดไป นี่เป็นวิธีละกามตัณหา.

กัณฑ์ที่ ๑๐๐ วันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕ (กำลังใจ ๖)

“สมุทัยสัจ”

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต