ลูกชายมีปัญหาเรื่องสุขภาพ พ่อแม่จะช่วยลูกได้อย่างไร

ถาม : อยากถามหลวงพ่อค่ะว่าลูกชายมีปัญหาเรื่องสุขภาพค่ะ แล้วพ่อกับแม่นี้ พอจะทำอย่างไรที่จะช่วยลูกได้บ้างคะ

พระอาจารย์ : ช่วยรักษาพาไปหาหมอหายา ดูแลไปตามเหตุตามผล ร่างกายของคนทุกคนก็ต้องเจ็บไข้ได้ป่วยเหมือนกัน เจ็บมากเจ็บน้อย เจ็บเร็วเจ็บช้าก็รักษาไปดูแลไป ถ้าจะปฏิบัติวิปัสสนาก็เตรียมซื้อโลงไว้ ทั้งของเราทั้งของเขา ไม่ใช่แต่เฉพาะ ของทุกคนนะ ในนี้ทุกคนจะต้องมีโลงคนละ ๑ โลง ถ้าคิดตามวิปัสสนานะก็ให้คิดว่าร่างกายมันเป็นที่อยู่อาศัยชั่วคราว เป็นเหมือนกับหุ่นยนต์ที่เราใช้อาศัยทำงานให้เรา แต่ในที่สุดมันก็จะหมดเรี่ยวหมดแรงทำไม่ไหวอยู่ต่อไปไม่ไหว แต่เราไม่ได้เป็นร่างกาย เราไม่ต้องไปกลัว ไม่ต้องไปวุ่นวาย เราเป็นใจ ใจเป็นผู้รู้ผู้คิด ผู้สั่งการให้ร่างกายทำอะไรต่างๆ ก็ใช้มันไปให้เกิดประโยชน์กับใจ ถ้าใช้ให้มันเกิดประโยชน์กับใจ มันก็ทำให้ใจมีที่พึ่ง มีความสุขแล้วก็จะไม่เดือดร้อน ไม่ต้องอาศัยร่างกาย

ตอนนี้ที่เรายังเดือดร้อนกันอยู่ ก็เพราะเรายังไม่มีที่พึ่งให้กับใจ ใจยังต้องพึ่งร่างกาย พอร่างกายพึ่งไม่ได้ เราก็เดือดร้อนขึ้นมา เราต้องมาสร้างที่พึ่งให้กับใจ ถ้าใจมีที่พึ่งแล้ว ใจจะได้ไม่ต้องพึ่งร่างกาย พอร่างกายเป็นอะไร เราก็จะได้ไม่เดือดร้อน นี่คือเป้าหมายของพระพุทธศาสนา ให้เราเปลี่ยนที่พึ่งกัน

ตอนนี้เราพึ่งร่างกายหาความสุขต่างๆ หาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย ได้ไปดูได้ยินได้ฟังได้ดื่มได้รับประทาน มันก็มีความสุข ถ้าไม่ได้ทำก็มีความทุกข์ ทีนี้ร่างกายมันไม่สามารถรับใช้เราไปได้ตลอด เพราะใจเรานี้อายุมันยาวกว่าร่างกาย ใจนี้มันไม่มีวันตาย แต่ร่างกายนี้มันก็ต้องหมดสภาพไป ๑๐๐ ปีอย่างมากก็ทำอะไรไม่ไหวแล้ว ถ้าเรายังต้องใช้ร่างกายอยู่ พอร่างกายนี้ตายไป เราก็ต้องไปหาร่างกายอันใหม่ ต้องไปเกิดใหม่ เวลาเกิดใหม่ร่างกายที่เราได้มา เราก็ไม่รู้ว่าเราจะได้ร่างกายดีหรือไม่ดี เพราะส่วนหนึ่งมันก็อยู่กับพ่อแม่ ส่วนหนึ่งก็อยู่ที่บุญกรรมที่เราทำมา มันก็ต้องเป็นไปตามบุญตามกรรม เขาก็ได้ร่างกายของเขามาแบบนี้ เขาก็ต้องอยู่กับมันไปใช้มันไป จะอยู่ได้นานหรือไม่นานก็ไม่มีใครรู้ แต่จะอยู่ไปตลอดนี้เป็นไปไม่ได้

พระพุทธเจ้าถึงได้สอนให้เราคิดอยู่เรื่อยๆว่า เราเกิดมาแล้วย่อมมีความแก่เป็นธรรมดา ย่อมมีความเจ็บไข้ได้ป่วยเป็นธรรมดา ย่อมมีความตายเป็นธรรมดา ย่อมมีความพลัดพรากจากกันไปเป็นธรรมดา ล่วงพ้นสิ่งเหล่านี้ไปไม่ได้ ถ้าเราคอยสอนใจเราจะได้หาวิธีอย่าไปพึ่งร่างกาย พระพุทธเจ้าให้มาพึ่งธรรมของพระพุทธเจ้า พุทธัง ธัมมัง สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ พึ่งคำสอนของพระพุทธเจ้า เพราะพระพุทธเจ้าได้ปฏิบัติค้นพบที่พึ่งอันใหม่ที่ไม่ต้องใช้ร่างกายคือให้พึ่งการภาวนา พึ่งการรักษาศีล เช่นวันนี้เราจะรักษาศีล ๘ กัน แล้วก็ภาวนาทำใจให้สงบ ใจสงบแล้วก็จะไม่ต้องพึ่งร่างกาย มีความสุขแล้วก็ไม่ต้องออกไปหาความสุขข้างนอก ตอนนี้ใจเราไม่มีความสุขในตัวของมันเอง เลยต้องออกไปหาความสุขข้างนอกไปหาความสุขจากลาภยศสรรเสริญไปหาความสุขจากรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ

แต่ความสุขเหล่านี้มันเป็นความสุขชั่วคราว สุขประเดี๋ยวประด๋าว สุขแล้วก็หมดไป ได้ดูได้ยินได้ฟังได้ดื่มได้รับประทานก็มีความสุข เสร็จแล้วมันก็ผ่านไปๆ ก็อยากจะได้อีกก็ต้องไปหามาอีก ก็ต้องใช้ร่างกายแต่ร่างกายมันไม่สามารถที่จะหาตามความอยากของเราไปได้ตลอด แต่ความอยากของเรามันไม่ได้หมดไปจากการที่เราได้อะไรมา เพราะสิ่งที่เราได้มา มันไม่ได้มากำจัดความอยาก มันมาเพิ่มความอยากมาต่อความอยาก มันก็เลยอยากไปเรื่อยๆ มันก็เลยวุ่นวายเวลาร่างกายไม่สามารถที่จะทำตามที่เราอยากได้

เราจึงต้องมาหาที่พึ่งใหม่อย่าไปใช้ร่างกาย เพราะร่างกายพึ่งได้ไม่แน่นอนไม่ถาวร มาพึ่งในสิ่งแน่นอนถาวรดีกว่า ก็คือพึ่งใจนี่แหละ ใจสามารถผลิตความสุขให้กับตัวเองได้โดยที่ไม่ต้องใช้อะไรให้นั่งสมาธิทำใจให้สงบ จะนั่งสมาธิได้ก็ต้องกำจัดความอยากทางตาหูจมูกลิ้นกาย เช่นวันนี้ถ้าอยากจะนั่งสมาธิก็ต้องถือศีล ๘ จะได้ไม่ต้องไปหาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย ต้องห้ามต้องเบรคไว้เพื่อจะได้เอาเวลามาหาความสุขทางใจ มานั่งสมาธิกันนั่งเยอะๆนั่งบ่อยๆนะ ไม่ใช่นั่งแค่วันละครั้งสองครั้ง ครั้งละ ๑๐ นาที ๑๕ นาที มันไม่พอมันต้องนั่งทั้งวันตื่นขึ้นมาก็นั่ง เมื่อยก็ลุกขึ้นมาเดินสลับกันไปไม่ต้องไปทำอะไร พยายามสร้างความสงบให้เกิดขึ้นภายในใจให้ได้ แล้วเราทำไปเรื่อยๆ ต่อไปเราก็จะชำนาญ เราก็จะสามารถสร้างความสุขได้ตลอดเวลา ไม่ต้องนั่งก็ได้ ถ้ารู้จักวิธีสร้างความสุขแล้วไม่ต้องนั่ง ทำอะไรอยู่ที่ไหนเวลาใดก็ทำให้ใจสงบได้ ทำให้ใจมีความสุขได้ก็ไม่ต้องเดือดร้อนกับเรื่องของร่างกาย

ก็เลี้ยงร่างกายไปตามอัตภาพ ถึงเวลาก็ให้มันกิน ถึงเวลาก็ให้มันดื่ม ถึงเวลาก็นอน แต่ก็รู้ว่าเดี๋ยวสักวันหนึ่งมันก็ต้องหยุดทำงานไม่ว่าจะเป็นของใครก็ตาม แต่เราไม่เดือดร้อนนะ เพราะเราไม่ต้องใช้มัน มันเจ็บไข้ได้ป่วยใจเราก็มีความสุข แก่ก็มีความสุข ตายก็มีความสุข แล้วก็ไม่ต้องกลับมาหาร่างกายอันใหม่เพราะว่ามีความสุขในตัวเราแล้ว ความสุขที่ได้ผ่านทางร่างกายก็สู้ความสุขที่ได้จากความสงบของใจไม่ได้ นี่ก็คือคำตอบสั้นๆ ก็ดูไปรักษาไป ถ้าเราไม่รู้จักวิธีรักษาก็ไปหาหมอหายาให้เขาช่วยรักษาให้ ก็ถือว่าเป็นบุญเป็นกรรมของเขา ที่เขาเกิดมาได้ร่างกายอันนี้ ส่วนหนึ่งก็เป็นเรื่องของบุญของกรรม ส่วนหนึ่งก็เรื่องของกรรมพันธุ์ พ่อแม่เป็นอย่างไรก็ให้อย่างนั้นมากับลูก พ่อแม่มีโรคติดตัวมามันก็ส่งมาผ่านทางลูกได้ แล้วอีกส่วนหนึ่งก็เป็นเรื่องของกรรมที่เขาทำมา บางทีพ่อแม่ไม่มีอะไรเสียหายแต่ลูกกลับมีความเสียหาย อันนี้ก็อาจจะเป็นเรื่องกรรมของเขา

ทำอย่างไรได้อยากจะมาเกิดอยากจะมามีร่างกายมันก็อย่างนี้แหละ ต่อให้มันดีอย่างไรเดี๋ยวมันก็ต้องแก่ต้องเจ็บ มันก็ต้องตายอยู่ดี ก็มองคนที่เขาแย่กว่าลูกเราก็แล้วกันเด็กที่เป็นดาวน์ก็มี เด็กที่เป็นออทิสติกก็มี เด็กที่พิกลพิการแขนขาดขาขาดหูหนวกตาบอดก็มี มันก็เป็นเรื่องของร่างกาย ถ้าไม่อยากจะต้องมาทุกข์กับร่างกายก็อย่าใช้ร่างกายเป็นที่พึ่ง พยายามปฏิบัติธรรมเพื่อจะได้สร้างที่พึ่งทางใจ แล้วต่อไปจะได้ไม่ต้องพึ่งร่างกาย ถ้ายังพึ่งร่างกายอยู่มันก็ต้องเจอแบบนี้ อยู่คนเดียวไม่ได้ก็ต้องแต่งงาน แต่งงานก็ต้องมีลูก ลูกก็ได้ลูกมาอย่างนี้ บางทีดีทางร่างกายแต่จิตใจไม่ดีก็มี เกเรมีเรื่องมีราวเลี้ยงมาโตขึ้นก็มีแต่เรื่องแต่ราวให้ปวดหัวอยู่ตลอดเวลา ก็เพราะว่าเราพึ่งร่างกายกัน พอพึ่งร่างกายมันก็มีผลต่อเนื่องตามมาเป็นลูกโซ่

ดังนั้นทำตามพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าท่านเห็นแล้วว่ามันเป็นทางไปสู่ความทุกข์ ทางที่พวกเราอยู่กันนี้เดินกันนี้ มันเป็นทางที่พาเราไปสู่ความทุกข์ไม่ได้สู่ความดับทุกข์ ทางแห่งลาภยศ สรรเสริญ สุขทางตาหูจมูกลิ้นกายนี้เป็นทางสู่ความทุกข์เป็นลูกโซ่ต้องตัดมันหยุดมันอย่าไปหาลาภยศ สรรเสริญ อย่าไปหาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย มาหาความสุขทางใจด้วยการทำทาน รักษาศีล ภาวนา แทนที่จะเอาเงินไปซื้อความสุขก็เอาเงินไปทำทานแทน จะได้ตัดความอยาก อยากจะดู อยากจะดื่ม อยากจะฟังอะไรที่ไม่จำเป็นต้องดูต้องฟังก็เอาเงินที่จะใช้นี้เอาไปทำบุญทำทานหรือเก็บเอาไว้ใช้กับสิ่งที่มีประโยชน์ก็ได้ เก็บเอาไว้สำหรับดูแลร่างกายเราจะได้หยุดทำงานได้ ถ้ามีเงินก้อนหนึ่งก็หยุดทำงานได้ แล้วจะได้มีเวลามาหาที่พึ่งทางใจได้ มาอยู่วัดถือศีล ๘ ปฏิบัติธรรมได้ทั้งวันทั้งคืน พอมีความสุขในใจแล้วมันก็จะไม่ต้องการอะไรนี่แหละคือทางของพระพุทธเจ้า ทางของพระพุทธศาสนาเป็นทางออกจากกองทุกข์ต้องหยุดการแสวงหาลาภยศสรรเสริญสุข แล้วมาหามรรคผล นิพพานด้วยการทำทาน ด้วยการรักษาศีล ด้วยการภาวนา ถ้าไม่มีเงินทำทานต้องเก็บเงินไว้กับการปฏิบัติธรรมก็ไม่ต้องทำทาน รักษาศีลไป ถ้าจะปฏิบัติธรรมภาวนาก็ต้องรักษาศีล ๘ เพราะมันจะได้กั้นความอยากที่จะไปหาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย จะได้ไม่เสียเวลาจะได้มีเวลามาภาวนาอย่างเต็มที่

คนมาอยู่วัดนี่เขาก็หาความสุขแบบอยู่บ้านไม่ได้ จะดูหนังฟังเพลงก็ไม่ได้ จะกินอาหารหลังเที่ยงวันก็ไม่ได้ จะไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆก็ไม่ได้ จะร่วมหลับนอนกับใครก็ไม่ได้ นอนบนฟูกหนาๆก็ไม่ได้ อันนี้เป็นการตัดกิจกรรมที่มันไม่เกิดประโยชน์กับใจ เพราะมันเป็นกิจกรรมที่ต้องอาศัยร่างกายเป็นเครื่องมือ ต้องหยุดกิจกรรมที่ต้องใช้ร่างกายแล้วมาใช้ธรรมะเป็นเครื่องมือ มาใช้สติ เจริญสติเพื่อทำใจให้สงบ ใจสงบแล้วก็จะมีความสุขแล้วก็ใช้ปัญญารักษาความสงบนี้ เพราะว่าสตินี้ไม่สามารถที่จะทำลายความอยากที่คอยทำลายความสงบได้ต้องใช้ปัญญา ถ้ามีปัญญาทุกครั้งอยากกับอะไรก็จะรู้ว่ามันเป็นการเดินเข้าหากองทุกข์ อยากกับรูปเสียงกลิ่นรส ก็เข้าหาความทุกข์ อยากกับลาภยศสรรเสริญก็เข้าหาความทุกข์มันก็จะไม่อยาก หยุดความอยากได้ พอไม่มีความอยากใจก็ไม่วุ่นวาย ใจก็จะสงบของมันเองเหมือนน้ำที่ไม่มีใครไปตักมันก็จะนิ่ง ถ้ามีคนไปตักไปเล่นอยู่เรื่อยๆก็ไม่นิ่ง น้ำถ้าเราปล่อยมันทิ้งไว้เฉยๆมันก็จะนิ่ง

ใจของเราถ้าเราปล่อยไว้เฉยๆไม่ไปกวนมันๆก็นิ่ง เราชอบกวนมันด้วยความอยาก พออยากแล้วมันก็กระเพื่อมกระสับกระส่ายกระวนกระวาย หงุดหงิดรำคาญใจ ความอะไรต่างๆนี้ มันเกิดจากความอยากเท่านั้นเอง ดังนั้นถ้าเห็นโทษของการอาศัยร่างกาย ก็จะได้พยายามเปลี่ยนวิถีทางใหม่ หันมาใช้การพึ่งธรรมะ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ พึ่งการทำทาน พึ่งการรักษาศีล พึ่งการภาวนา ถ้าเราทำได้เราก็จะมีที่พึ่งไปตลอด เข้าใจไหม

ก็อย่าไปวิตกไม่มีใครรู้อนาคตว่าจะเป็นอย่างไร เราจะไปก่อนเขาหรือเขาจะไปก่อนเรา เราก็ไม่รู้ ทำให้ดีที่สุดก็แล้วกัน.

ธรรมะบนเขา วันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๕๘ สนทนาธรรมวันพระ

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต