คนที่เจ็บป่วย เวลาตาย ความเจ็บที่ร่างกาย จะติดจิตไปไหม

ถาม : คนที่เจ็บป่วยทรมานทั้งกายและใจ เวลาตายไปในขณะที่จิตยังไม่สามารถที่จะปล่อยวางได้ ความเจ็บที่ร่างกาย จะติดจิตไปไหมครับ

พระอาจารย์ : ไม่ติด ความเจ็บของจิตก็เป็นความเจ็บของจิต ความเจ็บของร่างกายก็เป็นของร่างกาย

ถาม : เพราะฉะนั้นความเจ็บของร่างกายก็ขาดออกไปจากจิต เหลือแต่ความเจ็บที่อยู่ในจิต

พระอาจารย์ : ความเจ็บที่อยู่ในจิตเกิดจากกิเลส เกิดจากภวตัณหา วิภวตัณหา ถ้าไม่มีสติสมาธิปัญญามาตัด ก็ยังจะมีอยู่

ถาม : แต่ถ้าปล่อยวางความเจ็บไม่ได้

พระอาจารย์ : ความเจ็บเป็นเหมือนโรค ความเจ็บกายก็เป็นโรคหนึ่ง ความเจ็บใจก็เป็นอีกโรคหนึ่ง ถ้ากินยาของใจคือธรรมโอสถ ก็จะรักษาความเจ็บของใจ ถ้าไม่กินยารักษาความเจ็บของร่างกาย ความเจ็บของร่างกายก็ยังจะมีอยู่ เป็นคน ๒ คน ไม่เกี่ยวข้องกัน ความเจ็บของคนหนึ่งหายไป ไม่ได้ทำให้ความเจ็บของอีกคนหนึ่งหายตามไปด้วย ความเจ็บของร่างกายก็ต้องใช้ยารักษาโรคของร่างกาย ความเจ็บของใจก็ต้องใช้ธรรมโอสถรักษา เวลาที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมโปรดคนป่วย ก็เป็นการเอาธรรมโอสถมารักษาใจ ความเจ็บทางใจนี้รุนแรงกว่าความเจ็บทางร่างกายถึง ๑๐ เท่า พอความเจ็บทางใจดับไป ใจก็สามารถสั่งให้ร่างกายลุกขึ้นมาทำอะไรได้ แต่ความเจ็บของร่างกายก็ยังมีอยู่ แต่ไม่เป็นปัญหา ไม่เป็นประเด็นสำคัญ ประเด็นสำคัญอยู่ที่ความเจ็บทางใจ ใจจะทุกข์มาก ไม่อยากจะทำอะไร พอดับความทุกข์ทรมานใจได้ ใจจะกระปรี้กระเปร่าสดชื่นเบิกบาน ก็จะสั่งให้ร่างกายทำอะไรได้ เพราะใจเป็นใหญ่ ใจเป็นนายกายเป็นบ่าว ใจเป็นผู้สั่ง ถ้าใจไม่สั่ง ร่างกายถึงแม้ยังทำอะไรได้อยู่ ก็เหมือนกับทำไม่ได้ พอพระพุทธเจ้าทรงแสดงโพชฌงค์เสร็จ คนป่วยก็หายเป็นปลิดทิ้ง แต่หายทางใจ ความเจ็บของร่างกายก็ยังมีอยู่ แต่ไม่เป็นประเด็นสำคัญ เพราะความเจ็บของทางร่างกายมีเพียงเสี้ยวเดียว ถ้าเปรียบเทียบกับความเจ็บของทางใจ ก็เป็น ๑๐ ต่อ ๑ พอความเจ็บที่รุนแรงคือความเจ็บของใจหายไปหมดแล้ว ความเจ็บของร่างกายก็จะไม่เป็นปัญหา.

กัณฑ์ที่ ๔๔๕ วันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๕๕ (จุลธรรมนำใจ ๓๐)

“พระธุดงค์”

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต