ติดครูบาอาจารย์

ถาม : การที่เราเคารพรักศรัทธาครูบาอาจารย์แล้วนำคำสอนมาปฏิบัติ มาพัฒนาจิตใจเราให้ดีขึ้น แม้ว่าจะอยากจะมาเจอท่านบ่อยๆ หรือเรียกได้ว่า ติดครูบาอาจารย์ ถือว่าทำถูกแล้วใช่ไหม แล้วแบบไหนถึงจะเรียกว่าติดครูบาอาจารย์แบบหลงทางหรือผิดทาง

พระอาจารย์ : พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า ถ้าเธอเกาะชายผ้าเหลือง อยู่ใกล้เราเกาะชายผ้าเหลืองเรา แต่ถ้าเธอไม่สนใจที่จะปฏิบัติตามคำสอนของเรา เธอก็อยู่ห่างไกลกับเราเป็นโยชน์ ในทางตรงกันข้ามแม้เธอจะห่างไกลจากเราเป็นโยชน์ แต่เธอนำเอาคำสอนของเราไปปฏิบัติ เธอก็อยู่ใกล้เรา นี่คือการที่อยู่ใกล้ การติดครูบาอาจารย์ที่ถูกต้อง ต้องติดด้วยการปฏิบัติตามคำสอนของท่าน ไม่ว่าจะอยู่ใกล้หรือไกล ถ้าเราปฏิบัติตามคำสอนของท่าน เราจะอยู่ใกล้ท่านตลอดเวลา ถ้าเราอยู่ใกล้ท่านแต่เราไม่ปฏิบัติ เรามัวแต่คอยเกาะชายจีวร มัวเเต่คอยนั่งดูหน้าท่าน ฟังเสียงท่าน เวลาไม่ได้เห็นหน้าท่านได้ยินเสียงท่านก็หงุดหงิดรำคาญใจ อย่างนี้เรียกว่า เป็นการติดครูบาอาจารย์แบบไม่ถูกทาง ติดแบบกิเลส

ติดแบบถูกทางต้องติดที่คำสอน ต้องระลึกถึงพระธรรมคำสอนอยู่เรื่อยๆ ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด ไม่ว่าเวลาใด ถ้าเราระลึกถึงคำสอน เราก็อยู่ใกล้พระพุทธเจ้า ถ้าเราเห็นพระธรรมคำสอน เราก็จะเห็นพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเราตถาคต ผู้ที่เห็นตถาคตก็คือผู้ที่เห็นธรรม การที่จะเห็นธรรมได้ก็ต้องปฏิบัติธรรม พอปฏิบัติธรรมแล้วก็จะปรากฏธรรมขึ้นมาภายในใจ นี่คือวิธีติดครูบาอาจารย์ ติดครูบาอาจารย์ที่ถูกหลัก ที่ไม่เสียหายที่เป็นประโยชน์ แม้ร่างกายของพระพุทธเจ้าตายจากเราไป เราก็ยังมีพระพุทธเจ้าอยู่กับเรา เพราะพระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ก่อนจะจากเราไปว่า คำสอนของเรานี่แล ที่ตรัสไว้ดีแล้วตรัสไว้ชอบแล้วนี้แลจะเป็นศาสดาของพวกเธอต่อไป เพราะฉะนั้นพวกเธอจะไม่ได้อยู่อย่างปราศจากศาสดา เพราะว่าสรีระร่างกายของศาสดานี้ไม่ใช่เป็นศาสดา เป็นเพียงตัวแทน เป็นเพียงเครื่องมือ เหมือนกับเป็นไมโครโฟนนี้เท่านั้นเอง ไม่มีไมโครโฟนก็ยังคุยกันได้ เพียงแต่เสียงมันไม่ดังเท่านั้นเอง

ฉันใดไม่มีร่างกายนี้ ถ้ามีพระธรรมคำสอนก็เหมือนมีพระพุทธเจ้าอยู่กับเรา อยู่กับใจเรา ครูบาอาจารย์แต่ละรูปที่เราเคารพนับถือท่านจะอยู่ใกล้อยู่ไกล ท่านจะเป็นหรือจะตาย ถ้าเรามีคำสอนของท่าน เราก็อยู่ใกล้ท่าน ขอให้เราติดที่คำสอน อย่าไปติดที่สรีระ เพราะสรีระนี้เป็นของไม่เที่ยง แล้วก็สรีระนี้ไม่เป็นประโยชน์ เห็นหน้าท่านแล้วเป็นไง ก็ดีใจเดี๋ยวเดียว พอไม่ได้เห็นหน้าท่าน ความดีใจก็หายไป ได้ยินเสียงท่านก็ดีใจ แต่ไม่สนใจว่าท่านพูดอะไร เพียงแต่ได้ยินเสียงก็กรี๊ดกร๊าดๆ เหมือนเวลาไปดูคอนเสิร์ต ไม่รู้เขาร้องอะไร พอได้ยินเสียงหน่อยก็ร้องกรี๊ดกร๊าดกันขึ้นมา ดีใจกัน เวลาฟังต้องตั้งใจฟัง ฟังเพื่อให้เข้าใจแล้วเราจะได้จำได้ ถ้าเราเข้าใจแล้วมันจะไม่ลื

เวลาฟังธรรมนี้ท่านสอนว่าอย่าฟังเพื่อจำ ฟังเพื่อความเข้าใจ วิธีที่จะเข้าใจก็ต้องตั้งใจฟัง เวลาท่านแสดงเหตุแสดงผลเราก็พิจารณาตาม พอเราเข้าใจแล้ว มันก็จะอยู่ในใจของเราไปตลอด ไม่ต้องจดจำ ไม่ต้องเอากระดาษมาเขียน เขียนแล้วเดี๋ยวมันก็ลืม ถ้าไม่ดูในกระดาษมันก็ไม่มีประโยชน์อะไร บางทีดูก็ไม่เข้าใจเสียแล้วว่าที่เขียนนั้นมีความหมายว่าอย่างไร เพราะฉะนั้น เวลาฟังธรรมขอให้ตั้งใจฟัง เพื่อให้เราเข้าใจ เมื่อเข้าใจแล้วเราจะมีธรรมอยู่ในใจ เราจะมีครูบาอาจารย์อยู่กับเราไปตลอด.

ธรรมะบนเขา วันที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๕๗

“คุณของสมาธิ”

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต