ผู้หาความสุขเจอ

เราพิจารณาหมดแล้วในโลกนี้ไม่มีอะไรเที่ยงแท้แน่นอน มีแน่นอนก็คือธรรมะ ธรรมะของพระพุทธเจ้า อกาลิโก กี่ภพกี่ชาติกี่กัปกี่กัลป์ก็เหมือนเดิม ธรรมะของพระพุทธเจ้าอริยสัจ ๔ นี้เหมือนเดิม ทุกข์เกิดจากตัณหาความอยาก การดับทุกข์ก็ดับด้วยการปฏิบัติ ศีล สมาธิ ปัญญา นี่คือทางดับทุกข์ไม่ว่าจะกี่ยุคกี่สมัย พระพุทธเจ้ากี่พระองค์มาตรัสรู้ก็ตรัสรู้ความจริงอันเดียวกัน ความจริงที่เป็นสากล ไม่ว่าพระพุทธเจ้าจะไปตรัสรู้บนดาวอังคารหรือดาวพฤหัส ถ้าดาวเหล่านั้นเป็นที่อยู่ของมนุษย์ได้ ก็จะตรัสรู้เรื่องเดียวกัน เรื่องอริยสัจ ๔ เรื่องไตรลักษณ์ ทุกอย่างไม่เที่ยง ทุกอย่างมีเกิดมีดับ มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทุกอย่างเป็นทุกข์ถ้าไปยึดไปติด ไปอยากให้เป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ เพราะทุกอย่างเราไปสั่งเขาไม่ได้ เราไปสั่งเขาให้เป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ไม่ได้ พอไม่ได้เป็นอย่างที่เราสั่งก็ไม่สบายใจ ทุกข์ใจ เช่นสั่งให้ร่างกายไม่เจ็บไข้ได้ป่วย พอมันไม่ยอมฟังคำสั่ง มันขอให้ได้เจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมา เราก็ไม่สบายใจขึ้นมา เพราะเราไม่อยากให้มันเจ็บไข้ได้ป่วย สั่งไม่ให้มันตาย มันก็ถึงเวลามันจะตายขึ้นมาก็ไปสั่งมันไม่ได้ ถ้าไม่สั่งก็ไม่ทุกข์เท่านั้นเอง เพราะใจไม่ได้เป็นสิ่งต่างๆ ใจไปหลงคิดว่าตนเองเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ แล้วก็คิดว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้เป็นของตัวเองเป็นของตน พออะไรเป็นของตน ก็อยากจะให้อยู่กับตนไปนานๆ ให้ความสุขกับตนไปนานๆ พอเวลาสิ่งที่เคยให้ความสุขมันเปลี่ยนไป หรือหมดไปดับไป เวลานั้นไม่มีอะไรให้ความสุขก็เกิดความทุกข์ขึ้นมา เพราะว่าอาศัยสิ่งต่างๆ มาให้ความสุข

ถ้าไม่อาศัยสิ่งต่างๆ มาให้ความสุขก็ไม่เดือดร้อน เวลาสิ่งนั้นสิ่งนี้ดับไปหรือเปลี่ยนไปก็เหมือนเดิม การที่จะไม่อาศัยสิ่งต่างๆ ให้ความสุขกับตนได้ก็ต้องหาความสุขภายในตัวเองให้เจอ นี่อันนี้เขาเขียนไว้ใต้ภาพของหลวงตาว่า “ผู้หาความสุขเจอ”

ตอนนี้พวกเรายังหาความสุขไม่เจอกัน เจอความสุขปลอม เจอความสุขเดี๋ยวเดียว สุขแล้วเดี๋ยวก็หายไป ไปกินเลี้ยงก็มีความสุขกัน พอกินเสร็จก็หายไป ไปเที่ยวก็มีความสุข พอกลับมาก็หายไป ไปทำอะไรต่างๆ ที่ให้ความสุข พอไม่ได้ทำก็หายไป นี่คือความสุขปลอม

ถ้าความสุขจริงมันต้องอยู่กับเราไปตลอด ความสุขจริงมีอยู่ในตัวเรานี่เอง เส้นผมบังภูเขา มองไม่เห็น ภูเขาเบ้อเริ่มเทิ่มเพราะเส้นผมเส้นนิดเดียว เส้นผมตัวนี้ก็คือความหลงนี่เอง หลงว่าสิ่งต่างๆ ในโลกนี้ให้ความสุขกับตน มองไม่เห็นความสุขที่มีอยู่ในตัวเอง อยู่ในใจของตัวเอง มันลึกลับจริงๆ นะ ความสุขที่แท้จริงเกิดจากความไม่อยาก แต่ความอยากมันสร้างความรู้สึกว่าต้องได้สิ่งที่อยากถึงจะได้ความสุข ถ้าไม่ได้สิ่งที่อยากแล้วจะได้ความทุกข์ มันทุกข์จริงอยู่เมื่อเวลาที่ไม่ได้สิ่งที่อยาก แต่ถ้าเราทนไปได้ เดี๋ยวความอยากมันก็หายไปเอง เพราะพอมันไม่ได้สิ่งที่อยาก ต่อไปมันก็ไม่อยาก เช่นอยากจะดื่มสุรา ทุกครั้งที่อยากจะดื่มสุราก็อย่าไปดื่มมัน มันก็ทุกข์ตอนที่อยากจะดื่ม แต่พอเราไม่ดื่ม ไม่ทำตามความอยาก ต่อไปความอยากมันก็ไม่รู้จะอยากไปทำไม อยากก็ไม่ได้ดื่มอยู่ดี พอไม่อยากแล้วก็สบาย ดูคนที่ไม่ดื่มสุราเขาเดือดร้อนไหม เวลาเขามีสุราหรือไม่มีสุราดื่ม เขาไม่เดือดร้อนนะ เขาสบาย แต่คนที่ดื่มนี่เดือดร้อน ถ้าได้ดื่มก็มีความสุขแต่เดี๋ยวเดียว แล้วก็ไม่ได้ทำให้ความอยากดื่มหายไป กลับทำให้ความอยากดื่มกลับเพิ่มขึ้นไปอีก ตอนแรกดื่มก็ครึ่งขวดก็พอแล้ว ต่อไปก็ขวดหนึ่งเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ

ความอยากมันจะทำให้ไม่พออยู่เรื่อยๆ ถ้าหยุดความอยากได้ ตอนต้นตอนต่อสู้กับความอยากมันทรมาน ถ้าไม่มีเครื่องมือมันสู้ไม่ไหว เพราะว่าความทุกข์ทรมานใจนี้มันรุนแรง แต่ถ้ามีเครื่องมือนี้สู้ได้ เวลาอยากนี้ก็เข้าสมาธิไปทำใจให้สงบ ความอยากนั้นก็จะสงบตัวลงไป พอออกจากสมาธิมา ถ้าอยากอีกก็ใช้เหตุผลว่าอยากแล้วมันเป็นอย่างไร อยากแล้วมันก็อยากไปเรื่อยๆ มันไม่มีวันสิ้นสุด แล้วเวลาไม่ได้ดังใจอยากก็จะทุกข์ไปเรื่อยๆ แต่ถ้าไม่ทำตามความอยาก ต่อไปความอยากก็จะอ่อนกำลังลงไป แล้วก็หมดไปในที่สุด พอไม่มีความอยากแล้วทีนี้ก็สบาย

ดังนั้นมาแก้ปัญหาที่แท้จริงกันดีกว่า ก็คือความอยาก ต้นเหตุของความอยากก็คือความหลง ไม่รู้ว่าความสุขอยู่ที่ความไม่อยาก อยู่ที่การไม่กระทำตามความอยาก ก็มีเท่านี้แหละ และเครื่องมือที่จะทำให้เราไม่กระทำตามความอยากได้ก็คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ทาน ศีล ภาวนา ทานก็คือเอาเงินที่จะไปใช้ตามความอยากนี้ เอาไปให้คนอื่น หรือไม่ให้คนอื่นเขาก็เอาไปเผาไฟทิ้งก็ได้ มันก็แค่กระดาษนี้เอง มิฉะนั้นก็เก็บไว้เฉยๆ ไม่ต้องไปใช้มัน เก็บไว้ เก็บไว้ในบ้านเก็บไว้ในธนาคาร แต่ไม่ต้องไปใช้ อย่าไปใช้ตามความอยากเท่านั้น จะเก็บไว้ก็ได้จะให้ใครก็ได้ ที่บอกให้เอาไปให้ มันจะได้สบายกว่า เพราะให้แล้วมันก็จะได้หมดปัญหา ถ้ายังอยู่เดี๋ยวมันก็ยังอยากอยู่นั่น ยังอยากจะเอาไปซื้อของฟุ่มเฟือย ซื้อของหรูหรา ซื้อของที่ไม่จำเป็น เอาไปเที่ยว เอาไปดื่ม เอาไปรับประทาน ถ้าไม่มีเงินมันก็ไม่มีความอยากจะเที่ยว เพราะถ้าไม่มีเงินมันก็ไปเที่ยวไม่ได้ ถ้ามีเงินเดี๋ยวก็จะอยากจะไปฮ่องกง ไปญี่ปุ่น ไปเกาหลี

ดังนั้นเวลาอยากจะใช้เงินเพื่อซื้อความสุขก็เอาไปให้คนอื่นเสีย ช่วยเหลือคนอื่นกลับได้ความสุขที่ดีกว่า ความสุขที่อิ่มที่พอ ความสุขที่ดับความอยากไปเที่ยวได้ ทุกครั้งอยากจะไปเที่ยว เอาเงินที่จะไปเที่ยวนี้ไปทำบุญ มันก็มีความอิ่มใจสุขใจขึ้นมา ความอยากไปเที่ยวมันก็หายไป ทุกครั้งที่อยากจะไปเที่ยวก็ทำอย่างนี้ ต่อไปมันก็ไม่อยากเที่ยว รับรองได้มันไม่ไปละ เพราะเราหยุดความอยากได้ ดับความอยากได้ เพราะเรามีทานเป็นตัวช่วย เวลาทำทานแล้วมันทำให้ใจอิ่ม ใจมีความสุข นี่คือเรื่องของทาน ทานมีไว้เพื่อสกัดเรื่องการใช้เงินใช้ทองไปในทางของกิเลสตัณหาเท่านั้นเอง เป้าหมายของการทำทานอยู่ตรงนี้ เพื่อไม่ให้เราเอาเงินทองไปรับใช้กิเลสตัณหา เพราะการรับใช้กิเลสตัณหาก็เป็นการส่งเสริมเลี้ยงดูกิเลสตัณหาให้มีกำลังมากขึ้น

อย่างที่บอก ตอนต้นก็ขอดื่มแค่ครึ่งขวด ต่อไปก็ ๒ ขวด ๓ ขวด มันจะเพิ่มกำลังมากขึ้นไปเรื่อยๆ ถ้าเที่ยวตอนต้นก็เที่ยวในเมืองไทยก่อน ต่อไปก็อยากจะไปเที่ยวเมืองนอก เริ่มต้นก็ไปแถวใกล้ๆบ้านก่อน ต่อไปก็ไปไกลๆหน่อย ต่อไปก็ไปมันทุกแห่งทุกหนที่ไม่เคยไป ถ้ามีทัวร์พาไปโลกพระจันทร์ก็ไปกัน ต่อไปนี้ก็จะมีคนไปเที่ยวโลกพระจันทร์ เพราะตอนนี้เขากำลังสร้างยานอวกาศที่จะพาคนไปเที่ยวโลกพระจันทร์ นี่แหละคือความอยาก ถ้าลองทำตามมันแล้ว มันไม่น้อยลง มันจะเพิ่มมากขึ้นถ้ามีเงินมาสนับสนุน ถ้าไม่มี มันก็จะบังคับให้เราไปทำมาหากินไปหาเงินทองมาให้ได้มากๆขึ้น

การหาเงินหาทองก็ต้องเหนื่อยยาก ต้องวุ่นวายต้องทำบาปทำกรรมบ้างในบางเวลาบางโอกาส ทำมากทำน้อยก็อยู่ที่จังหวะอยู่ที่โอกาสและอยู่ที่ความอยาก ถ้าอยากมากอยากได้มากๆ มีโอกาสทำบาปแล้วได้ก็เอา ก็จะทำบาปมาก อันนี้แหละเป็นทางของการใช้เงินเพื่อไปรับใช้กิเลสตัณหา ไปรับใช้ความอยาก ไปส่งเสริมความอยาก ส่งเสริมความอยากให้มากเท่าไรก็จะส่งเสริมความทุกข์ให้มากขึ้นไปเท่านั้น ดังนั้นเงินทองให้มีเก็บไว้สำหรับดูแลร่างกายเท่านั้นพอ ใช้กับในสิ่งที่จำเป็น ร่างกายยังจำเป็นอยู่เพราะยังต้องเป็นเครื่องมือในการฆ่ากิเลสตัณหา ยังต้องปฏิบัติธรรม ยังต้องรักษาศีล ยังต้องภาวนาอยู่

ดังนั้นพยายามอย่าใช้เงินใช้ทองไปในทางกามสุข ทางกามตัณหา คนส่วนใหญ่ที่ใช้เงินทองเพื่อกามตัณหานี้ทั้งนั้น เห็นกระเป๋าสวยๆ เห็นเสื้อผ้าสวยๆ เห็นรองเท้าสวยๆ ก็อยากได้ ทั้งๆที่ไม่มีมันก็ไม่ตาย ทั้งๆที่มีกระเป๋าอยู่หลายใบ มีเสื้ออยู่หลายชุดแล้วรองเท้าอยู่หลายคู่ เคยได้ยินข่าวไหมคนมีรองเท้าตั้งพันคู่ มีเท้าอยู่คู่เดียวแต่มีรองเท้าตั้งพันคู่ มันมีเหตุมีผลไหม มีเสื้อผ้าเป็นพันชุดมีร่างกายเพียงร่างเดียว อย่างนี้เรียกว่าไม่มีเหตุมีผล

คนไม่มีเหตุมีผลก็เหมือนคนบ้านี่แหละ เพราะฉะนั้นต้องคอยควบคุมการใช้เงินใช้ทอง ถ้าเราไม่ใช้มากเราก็จะได้ไม่ต้องเสียเวลากับการหาเงินทอง มีเวลามาอยู่ปฏิบัติธรรมได้ ถ้ายังอยากใช้เงิน ยังอยากเป็นไฮโซอยู่ ยังอยากจะมีหน้ามีตาอยู่ ก็ต้องทำงานเพื่อจะได้มีเงินทองเข้าสังคม เข้าไฮโซ ก็จะไม่มีเวลามาภาวนา แต่ถ้าเราต้องการเพียงมีปัจจัย ๔ มาดูแลร่างกายของเรา เราก็อาจจะไม่ต้องทำแล้วก็ได้ ถ้าทำมามากพอแล้ว ถ้ามีมากพอแล้ว ลองคำนวณดูสิค่าอาหารวันละสักเท่าไร ค่าที่พักวันละเท่าไร และดูปริมาณที่เรามีอยู่พอไหม แล้วก็ไม่ต้องมีไปจนถึงวันตายหรอก ถ้าเรามีพอทำให้เราปฏิบัติไปจนถึงขั้นหนึ่งที่เราบวชได้เราก็สบาย พอบวชได้แล้วก็ไปกินข้าวก้นบาตรกินเศษอาหารของวัดก็ได้ อยู่ในวัดเป็นแม่ชี อาศัยช่วยวัดทำงานนิดหน่อย เพื่อจะได้มีที่อยู่ มีอาหารรับประทาน มีสถานที่สงบไว้ภาวนาแค่นั้นพอแล้ว พอบวชได้แล้วอยู่วัดได้แล้วก็ไม่มีเงินมีทองก็ไม่มีปัญหาอะไร เดี๋ยวมีคนศรัทธาเขามาดูแลเราเอง ยิ่งถ้าเราสมถะเรียบง่ายไม่ขอใครไม่อะไรกับใคร อยู่แบบตามมีตามเกิด ไม่มีใครเขาปล่อยให้เราตายหรอก ถ้าเป็นนักบวชเป็นแม่ชีเป็นพระนี่ ถ้าไม่หวือหวาไม่ฟู่ฟ่าไม่ขอโน่นขอนี่ อยู่ไปตามมีตามเกิด มักน้อยสันโดษ ไม่ต้องกลัวอดตาย ไม่มีวันตาย เรามีเพียง ๖,๐๐๐ บาทนี้ เราก็บวชได้ แล้วใช้เงิน ๖,๐๐๐ บาทแค่ปีเดียวไว้ปฏิบัติธรรม แล้วยังมีเหลือด้วยนะไม่ใช่ไม่มีเหลือ

สมัยก่อนกินข้าวมื้อละ ๕ บาทก็อยู่ได้แล้ว ก๋วยเตี๋ยวชามละ ๒ บาท ข้าวหมูแดง ข้าวมันไก่จานละ ๓ บาท กิน ๕ บาทนี้ก็อยู่ได้ หรือข้าวแกงก็เหมือนกัน ข้าวแกงจานละ ๒ บาท ๓ บาท กินสองจานก็อยู่ได้

เราไม่มีอะไรต้องใช้นี่ เราไม่ไปดูไปฟังไม่ไปเที่ยวที่ไหน เราก็เอาแต่เดินจงกรมนั่งสมาธิมันอยู่ในบ้าน อ่านหนังสือธรรมะ ต่อสู้กับความอยากต่างๆ ถ้าอยากออกไปเที่ยวนี้มันจะต้องเสียเงินเสียทอง หรืออยากจะไปซื้อโน่นซื้อนี่ ตั้งแต่เราอ่านหนังสือธรรมะมานี้ เราจับประเด็นได้เลยว่า ตัวปัญหาก็คือความอยาก ต้องสู้กับไอ้ตัวนี้ให้ได้ตัวเดียว ธรรมะของพระพุทธเจ้าทุกขั้นตอนนี้มีไว้เพื่อสกัดความอยากเท่านั้น ทานก็สกัดความอยาก ศีลก็สกัดความอยาก ภาวนาก็สกัดความอยาก พอไม่มีความอยากแล้วสบาย เหมือนไม่มีเชื้อโรค ร่างกายไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ เวลามีเชื้อโรคนี้ร่างกายก็ไม่สบายเป็นไข้หวัดเป็นมาลาเรีย เป็นโรคอะไรต่างๆที่เกิดจากการติดเชื้อโรค ใจไม่สบายก็เพราะความอยาก แล้วแทนที่จะหยุดความอยากก็ไปทำตามความอยาก เพื่อจะได้สบายใจ อยากได้อะไรก็ไปซื้อมา อยากจะไปเที่ยวที่ไหนก็ไป มันก็เลยไม่มีวันหมด ต้องหยุดความอยากทุกรูปแบบ ลองนั่งบนเก้าอี้สัก ๒ ถึง ๓ ชั่วโมงขึ้นไปก่อนก็ได้ นั่งเฉยๆ ถ้าภาวนาได้ก็ภาวนาไปก็จะทำให้สบายหน่อย ถ้าภาวนาไม่ได้ก็ใช้ความอดทนสู้กับมันดู สู้แบบไม่ต้องใช้อะไร ใช้ขันติตัวเดียว เดี๋ยวเวลาความอยากมันหยุดนี้ ความตึงเครียดหายหมดเลย เวลามันอยากนี้โหยมันปั่นป่วนอยู่ในใจ แต่เราไม่ยอมทำตามความอยาก มันจะให้ลุกไปตรงไหนก็ไม่ไป มันจะไปตรงนี้ก็ไม่ไป นั่งตรงนี้แหละ จนพอมันรู้ว่ามันไปไม่ได้มันก็หยุดอยาก พอหยุดอยากปั๊บความปั่นป่วนนี้มันหายไปเลย มันหายฟุ้ง จะว่ามันรวมมันไม่รวมแต่มันเครียด มันฟุ้ง มันปั่นป่วน แต่พอมันรู้ว่ามันไม่มีทางที่จะได้ตามที่มันต้องการแล้ว พอมันยอม มันหยุดแล้ว หายไปเลย กลับมาเป็นปกติอย่างตอนที่เรานั่งอยู่อย่างนี้ ถึงเห็นฤทธิ์ของความอยาก และเห็นคุณของการต่อสู้กับความอยาก

การชนะความอยากแต่ละครั้งนี่รู้สึกว่ามันเหมือนได้ขึ้นสวรรค์ แต่ก่อนจะขึ้นสวรรค์นี้มันต้องผ่านนรกก่อน ตอนที่มันออกฤทธิ์ออกเดชตอนนั้นนะต้องทนเดินฝ่านรกไปให้ได้ ถ้าผ่านนรกไปได้ก็จะไปเจอสวรรค์ อย่างพวกเรานี้เป็นคนมีโชคไม่ต้องทำงานกัน แต่ต้องขังตัวเองบ้าง ขังกิเลสบ้าง อย่าไปทำอะไรหาเวลาว่างๆนั่งเฉยๆ สู้กับความอยากดูบ้าง ไม่ต้องทำอะไร ไม่ต้องดูอะไร ไม่ต้องฟังอะไร ไม่ต้องดื่ม ไม่ต้องรับประทาน นั่งเฉยๆ ถ้าจะใช้ธรรมะก็ได้ ถ้ามีธรรมะก็ใช้ไป ถ้าพุทโธได้ก็พุทโธไป ดูลมได้ก็ดูลมไป ภาวนาไปมันก็จะทำให้สบายหน่อย เวลาผ่านไปเร็วหน่อย แต่มันก็ยังสู้กันแบบเพียวๆไม่ได้ ปล่อยให้ความอยากเกิดให้มันดิ้นสุดๆ สุดฤทธิ์แล้วมันหยุดของมันไปเอง

ถ้าเรารู้แล้วว่านี่คือเป้าหมายของเรา การเข้าสมาธิก็เป็นการหลบเท่านั้นเอง หลบหรือหยุดการผลิตความอยากขึ้นมาชั่วคราว แล้วก็ออกจากสมาธิมามันก็ผลิตขึ้นมาใหม่ ถ้าจะให้มันหายก็ต้องไม่ทำตามความอยาก ต้องรู้ว่าความอยากนี้เป็นพิษเป็นภัยเป็นเหมือนศัตรู ต้องฆ่ามันเพียงอย่างเดียว.

ธรรมะบนเขา วันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๕๖

“ผู้หาความสุขเจอ”

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต