หลักกรรม สัจธรรม

มนุษย์เป็นมนุษย์ได้เพราะมีศีลมีธรรม มีระเบียบมีวินัย ผู้ใดก็ตาม ถึงแม้จะมีรูปร่างเป็นมนุษย์ แต่ถ้าจิตใจขาดศีลขาดธรรม ขาดวินัย ก็ไม่ต่างกับเดรัจฉาน นึกอยากจะทำอะไรก็ทำตามอำเภอใจ จะสร้างความเดือดร้อน เบียดเบียนผู้อื่นสักเท่าไหร่ ก็ไม่สนใจ จึงควรทำความเข้าใจว่า ถึงแม้จะเกิดมามีรูปร่างเป็นมนุษย์ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นมนุษย์เสมอไป ถ้าต้องการจะเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ก็ต้องมีศีล ๕ เป็นอย่างน้อย และปฏิบัติตามกฎ ตามระเบียบที่ดีที่งาม เพราะถ้าไม่มีศีล ๕ แล้ว จิตก็จะตกลงไปสู่ที่ต่ำ เป็นจิตของเดรัจฉาน ของเปรต ของอสุรกาย ของสัตว์นรก ถ้าต้องการที่จะรักษาความเป็นมนุษย์ รักษาความเป็นผู้ประเสริฐ เป็นคนดี ก็ต้องรักษาศีลทั้ง ๕ ข้อไว้ให้ดี คือ ต้องละเว้นจากการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ละเว้นจากการลักทรัพย์ ละเว้นจากการประพฤติผิดประเวณี ละเว้นจากการพูดปดมดเท็จ และละเว้นจากการเสพสุรายาเมา ถ้ารักษาศีลทั้ง ๕ ข้อนี้ได้แล้ว ถือได้ว่าเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ คือเป็นมนุษย์ทั้งกาย และเป็นมนุษย์ทั้งใจ และเมื่อถึงเวลาที่ร่างกายนี้จะแตกดับจะสลายไป ใจก็ยังรักษาความเป็นมนุษย์ได้อยู่ ใจที่รักษาความเป็นมนุษย์ได้ ก็จะได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีก แต่ถ้าไม่สามารถรักษาความเป็นมนุษย์ได้ ก็จะต้องไปเกิดในอบาย ภูมิใดภูมิหนึ่ง ขึ้นอยู่กับศีลที่ขาดไปนั้น มีมากน้อยแค่ไหน

จึงขอให้พวกเราทั้งหลายจงเชื่อเวรเชื่อกรรม นี่เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาเลยก็ว่าได้ ที่สอนเกี่ยวกับเรื่องเวรเรื่องกรรม กรรมคือการกระทำของเราในปัจจุบันนี้ และในอดีตที่ผ่านมา เมื่อทำไปแล้วก็จะมีผล คือวิบากตามมา ผลจะดีจะชั่ว จะสุขจะเจริญ จะทุกข์จะเสื่อม จะเกิดในสุคติหรือจะเกิดในอบาย ก็ขึ้นอยู่กับกรรมที่เราทำกันไว้ ทั้งในปัจจุบันและในอดีตที่ผ่านมา เพราะกรรมที่ทำไว้ในอดีต อาจจะยังไม่มีโอกาสได้ส่งผล เพราะยังไม่สุกงอมพอ เมื่อถึงเวลาถึงกาลของเขา ก็จะส่งผลตามมา ถ้าทำดี รักษาศีลรักษาธรรม ไม่เบียดเบียนผู้อื่น มีแต่ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีความเมตตากรุณา มีจิตที่สงบระงับ ดับกิเลสและตัณหาอยู่เสมอๆ ไม่ปล่อยให้ใจถูกอำนาจของกิเลสตัณหาครอบงำพาไป ก็จะเป็นจิตที่ดี เมื่อตายไปก็จะได้ไปสู่สุคติ คือจะได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีก หรือไม่เช่นนั้นก็จะได้เป็นเทวดา เป็นพรหม เป็นพระอริยบุคคลอย่าง

พระพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกทั้งหลาย ท่านเหล่านี้ล้วนทำแต่สิ่งที่ดีที่งามทั้งสิ้น ท่านมีความเชื่อในกรรม ท่านรู้ท่านเห็นว่า ทำดีย่อมได้ดี ทำชั่วย่อมได้ชั่ว นี่เป็นหลักตายตัว จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตาม ก็ไม่สามารถปฏิเสธหลักกรรม สัจธรรมความจริงอันนี้ได้ เมื่อได้ทำกรรมอันใดไว้แล้ว ไม่ว่าจะดีหรือชั่ว จะต้องเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น เราจึงไม่ควรประมาทในเรื่องกรรมเป็นอันขาด ควรเชื่อในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน ขอให้เชื่อพระพุทธเจ้าเหมือนกับเชื่อบิดามารดาของเรา ที่สอนเราด้วยความเมตตา ด้วยความกรุณา ด้วยความปรารถนาดี ต้องการให้เรามีแต่ความสุข มีแต่ความเจริญรุ่งเรือง ฉันใดพระพุทธเจ้าก็เปรียบเหมือนกับเป็นบิดามารดาของพวกเรา พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนให้พวกเรากระทำความดี ไม่ให้กระทำความชั่ว ให้ละกิเลสทั้งหลาย คือความโลภ ความโกรธ ความหลงให้ออกไปจากจิตจากใจ เพราะเมื่อทำไปแล้ว จะนำมาซึ่งความสุขและความเจริญอย่างแท้จริง พระพุทธเจ้าได้ทรงปฏิบัติมาแล้ว ได้เห็นผลมาแล้วอย่างประจักษ์ ไม่สงสัยเลย จึงได้นำมาประกาศสอนให้กับพวกเราทั้งหลาย ผู้ใดที่มีความศรัทธา มีความเชื่อแล้ว ผู้นั้นย่อมจะได้รับประโยชน์โดยถ่ายเดียว จะไม่มีโทษตามมาเลย ถึงแม้ว่าเราจะไม่สามารถเห็นถึงอดีตชาติที่ผ่านมา หรืออนาคตชาติที่จะตามมาก็ตาม แต่อย่างน้อยที่สุด ในปัจจุบัน เราก็เห็นกันแล้วว่า คนที่ทำดีมีศีลมีธรรม ย่อมอยู่ด้วยความสงบร่มเย็นเป็นสุข ไม่มีทุกข์ไม่มีภัย ไม่มีความเสื่อมเสียตามมา

อย่างน้อยที่สุดก็ขอให้เรามองปัจจุบันชาตินี้ และเชื่อในการกระทำความดี ถึงแม้ว่าการกระทำความดีของเรา จะไม่ทำให้เราร่ำรวยหรือเจริญด้วยยศถาบรรดาศักดิ์อย่างรวดเร็ว แต่ขอให้ทำความเข้าใจว่า ความร่ำรวยก็ดี ยศฐาบรรดาศักดิ์ก็ดี ไม่ใช่สรณะที่พึ่งของใจ เพราะไม่สามารถดับทุกข์ดับความกังวลใจได้ แต่ความดีต่างหาก ถ้าทำไปแล้วจะทำให้จิตของเรามีแต่ความสงบ มีแต่ความสุข มีแต่ความสบายใจ เพราะนี่คือธรรมชาติของความดีกับใจ เปรียบเหมือนกับอาหารกับร่างกาย เวลารับประทานอาหารเข้าไปในร่างกาย ก็จะทำให้ร่างกายมีความอิ่มหนำสำราญ สบายกายสบายใจตามมาด้วย ซึ่งต่างกับยาพิษ ที่รับประทานเข้าไปแล้ว ก็จะต้องไปทำลายร่างกาย ฉันใดการกระทำความชั่ว ก็เปรียบเหมือนกับยาพิษ ที่จะสร้างความวุ่นวาย สร้างความทุกข์ให้กับเรา สังเกตดู คนที่ทำบาปทำกรรม จะไม่ค่อยมีความสุขเลย มีแต่ความวุ่นวาย มีแต่ความทุกข์ มีแต่ความเสื่อมเสียตามมา นี่เป็นเหตุ เป็นผล ที่เราเห็นได้ในปัจจุบันชาตินี้ เหตุผลก็คือกรรมและวิบากนั่นเอง

ถ้าพวกเราปรารถนาความสุขและความเจริญ เราก็จะต้องทำแต่ความดี ถ้าไม่ต้องการความทุกข์ ความเสื่อมเสีย ความหายนะทั้งหลาย ก็จะต้องละเว้นจากการกระทำบาป การกระทำความชั่วทั้งหลาย แล้วชีวิตของเราจะดำเนินไปได้ด้วยความราบรื่นดีงาม มีแต่ความสุขความเจริญ ขอให้เราประพฤติปฏิบัติ ตามธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า ซึ่งเปรียบเหมือนกับพระศาสดาแทนพระพุทธองค์ ถ้าเราปฏิบัติตามธรรมวินัย ก็ถือว่าเราปฏิบัติตามพระพุทธเจ้า ถ้าเราปฏิบัติตามพระพุทธเจ้า ก็ถือว่าได้บูชาพระพุทธเจ้า เมื่อได้บูชาแล้ว สิ่งที่เราหวังได้ก็คือ ความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตที่จะตามมา ดังในพระบาลีที่แสดงไว้ว่า ปูชา จ ปูชนียานัง เอตัมมัง กลมุตตมัง การบูชาบุคคลที่สมควรแก่การบูชา เป็นมงคลอย่างยิ่งแก่ชีวิต.

กัณฑ์ที่ ๑๒๕ วันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๔๕ (กำลังใจ ๗)

“ชีเปลือย”

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต