ธรรม เป็นเรื่องของการทวนกระแสโลก

เรื่องของธรรม เป็นเรื่องของการทวนกระแสโลก ทางโลกจะฉุดลากเราไปสู่ความทุกข์ โดยมีความหลง ความมืดบอดเป็นตัวนำพาไป เมื่อมีความหลง ความมืดบอดแล้ว ก็จะเกิดความโลภ เกิดความโกรธ แต่ถ้ามีปัญญาแล้วจะไม่โลภ จะไม่โกรธ เพราะจะรู้ว่าความโลภ ความโกรธ ไม่เป็นสิ่งที่ดีกับใจ เวลามีความโลภ มีความโกรธขึ้นมา ใจจะร้อน จะมีแต่ความวุ่นวายใจ แต่เวลาที่ระงับความโลภ ความโกรธลงไปได้ ใจจะเย็น ใจจะสบาย อย่างในขณะนี้ ท่านนั่งอยู่ที่นี่ ความโลภก็ไม่ปรากฏ ความโกรธก็ไม่ปรากฏ แล้วความรู้สึกเป็นอย่างไร ความรู้สึกก็เย็น สบาย นั่นเป็นเพราะว่าในขณะนี้ความโลภความโกรธไม่ได้ทำงาน แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่มีความโลภและความโกรธเพียงแต่ขณะนี้ไม่มีเหตุไปกระตุ้นให้เกิดความโลภและเกิดความโกรธเท่านั่นเอง แต่ถ้ามีเหตุปรากฏขึ้นมาก็ไม่แน่ว่าความโลภและความโกรธที่มีอยู่ในใจยังจะนิ่งนอนเฉยอยู่ได้หรือเปล่า ถ้านิ่งเฉยได้ก็แสดงว่ามีธรรมมาก เพราะธรรมเป็นตัวที่กำราบ ความโลภ ความโกรธ และความหลงนั่นเอง

จึงเป็นความจำเป็นที่ต้องเข้าวัดเพื่อปฏิบัติศาสนกิจ ทำบุญทำทาน รักษาศีล ฟังเทศน์ฟังธรรม เพราะเป็นการเสริมสร้างบุญบารมี เสริมสร้างธรรม ที่จะไปต่อสู้กับกระแสของความโลภ ความโกรธ ความหลงที่มีอยู่ภายในใจของเรา ถ้ามีธรรมมากเท่าไร เราก็จะมีความสุขมากเท่านั้น เพราะธรรมเป็นแสงสว่าง เป็นเครื่องชี้บอกให้รู้ถึงเหตุของความสุขว่ามาจากอะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร ถ้าได้เสริมสร้างเหตุนั้นแล้ว ใจก็จะมีแต่ความสุขอย่างเดียว จะไม่มีความทุกข์เลย เมื่อมีความสุขแล้ว จะมีความอิ่ม มีความพอ ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องออกไปแสวงหาสิ่งต่างๆ ภายนอก เช่นลาภ ยศ สรรเสริญ กามสุขทั้งหลาย จะไม่มีความจำเป็นสำหรับจิตที่มีความสุข มีความอิ่ม มีความพอ ทุกวันนี้ที่พวกเรายังต้องออกไปแสวงหาลาภ ยศ สรรเสริญ กามสุข กันอยู่ ก็เพราะว่าใจของพวกเรายังขาดธรรมะนั่นเอง เราไม่ได้เสริมสร้างธรรมะให้เกิดขึ้นมาในใจเรา เราปล่อยปละละเลยภารกิจทางด้านจิตใจ ทางด้านการศึกษาธรรม การปฏิบัติธรรมกัน มัวแต่วุ่นวายกับการหาสิ่งต่างๆที่ไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง หาเท่าไรก็ไม่เกิดความอิ่ม เกิดความพอ มีแต่จะเสริมความอยาก ความต้องการให้มีมากยิ่งๆขึ้นไปเสียอีก เราควรจะเห็นโทษของสิ่งเหล่านี้ เห็นโทษของความโลภ เห็นโทษของความอยาก เห็นโทษของความหลง ว่าเป็นตัวที่หลอกให้เราไปหาสิ่งต่างๆมา หามามากมายก่ายกองจนกระทั่งเราใช้ไม่หมด แต่เราก็ยังไม่มีความสุข ยังไม่มีความพอ เป็นเพราะว่าเราไม่ได้หาสิ่งที่ให้ความสุข ให้ความพอกับเรานั่นเอง

เหตุที่จะนำความสุขมาให้ เป็นคุณธรรมที่เราจะต้องสร้างขึ้นมา ให้ปรากฏขึ้นมาภายในใจ ถ้ามีคุณธรรมนี้แล้วใจของเราถึงจะมีความสุข ถึงจะมีความอิ่ม ถึงจะมีความพอ คุณธรรมที่พูดถึงนี้ก็คือพรหมวิหาร ๔ เราต้องมีพรหมวิหาร ๔ ถ้าปรารถนาที่จะมีความสุข อยู่ในสังคมเรามีความเกี่ยวข้องกับผู้อื่น ไม่ได้อยู่คนเดียว จึงต้องมีธรรมะสอนให้รู้วิธีการปฏิบัติกับบุคคลอื่นๆอย่างถูกต้อง แล้วใจจะสงบ ใจจะเย็น ใจจะมีความสุข แต่ถ้าไม่รู้จักวิธีปฏิบัติ ไม่มีธรรมะเป็นเครื่องนำพาเราปฏิบัติกับบุคคลต่างๆ ที่เราเกี่ยวข้องด้วยแล้ว ชีวิตของเราจะมีแต่ความวุ่นวาย มีแต่ความเดือดร้อน มีแต่ความทุกข์ พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนให้เจริญพรหมวิหาร ๔ ในฐานะที่พวกเราต้องอยู่ร่วมกันในสังคม เราจะมีความสุขได้ สังคมจะมีความสุขได้ ก็ต่อเมื่อเรามีพรหมวิหาร ๔ อยู่ภายในใจ พรหมวิหาร ๔ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เป็นธรรม ๔ ประการที่ควรเจริญอย่างต่อเนื่อง เพื่อจะได้ดำเนินชีวิตไปได้ด้วยความราบรื่น ด้วยความสุข จะไม่มีปัญหา ไม่มีเรื่องราวกับบุคคลต่างๆ ที่อยู่กันในสังคม

กัณฑ์ที่ ๑๐๓ วันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๕ (กำลังใจ ๖)

“เปลี่ยนกระแส”

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต