พ่อแม่คือกัลยาณมิตรของลูก

พ่อแม่เป็นกัลยาณมิตร เป็นเพื่อนที่ดีของลูก เป็นอาจารย์ของลูก เป็นครูของลูก มีหน้าที่สอนก็สอนไป เป็นเหมือนคนพายเรือส่งคนข้ามฟาก เมื่อเขาลงจากเรือแล้ว จะไปทางไหนก็บังคับเขาไม่ได้ แต่อย่างน้อยเราก็ได้ให้ในสิ่งที่ดีกับเขาไป สักวันหนึ่งเขาได้สติ เขาก็จะเห็นคุณค่าในสิ่งที่เขาได้เรียนรู้จากเรา เมื่อเขาเอาไปใช้ประโยชน์ได้ จึงอย่าไปกังวลกับเขามากจนเกินไป เป็นเรื่องของเขา เรื่องที่ควรสนใจก็คือเรื่องของตัวเรา เราไปทุกข์กับคนอื่นจนเราไม่มีความสุขเลย ทั้งๆที่ไม่จำเป็นจะต้องไปทุกข์กับเขาเลย เพราะไม่ฉลาด ยังมีความหลง มีความผูกพันอยู่กับสิ่งต่างๆที่เราเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย พอได้อะไรมาเป็นสมบัติแล้ว ก็อยากครอบงำ อยากเป็นเจ้าของทันที อยากให้เป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ เมื่อเป็นไปตามที่ตนต้องการก็มีความสุขใจ ถ้าไม่เป็น ก็มีความทุกข์ใจ ว้าวุ่นขุ่นมัว

ในที่สุดชีวิตของคนเราก็ต้องจบลง จะสุขขนาดไหน จะทุกข์ขนาดไหน เมื่อถึงเวลาก็ต้องจากกันไป ถ้ามองชีวิตอย่างครบถ้วนบริบูรณ์ตั้งแต่ต้นจนจบแล้ว ก็จะเห็นเป็นเหมือนกับการเข้าโรงหนังไปดูหนัง พอหนังจบ เรื่องราวต่างๆในหนังก็ผ่านไป แล้วก็หายไปจากความทรงจำ จากนั้นก็ไปดูเรื่องใหม่ต่อ ชีวิตก็เป็นแบบนี้ เวียนว่ายตายเกิดในภพต่างๆ ก็เหมือนกับการออกจากโรงหนังโรงหนึ่ง แล้วก็ไปเข้าอีกโรงหนึ่ง เป็นทั้งคนดู เป็นทั้งคนแสดง ถ้าฉลาดก็จะไม่ทุกข์เพราะรู้ว่าเป็นการแสดงเท่านั้นเอง ถ้าโชคดีมีวาสนาได้เจอคนฉลาดที่สอนให้รู้ว่าชีวิตเป็นเหมือนโรงละคร ที่ต้องจบลงในที่สุดไม่ว่าจะวิเศษขนาดไหนก็ตาม เมื่อจบแล้วก็จบ ไม่ต้องมาเศร้าโศกเสียใจเพราะชีวิตเป็นอย่างนี้ มีแต่ความทุกข์ถ้ารู้ไม่เท่าทัน

มีอยู่สิ่งหนึ่งที่ดีกว่าสิ่งต่างๆทั้งหมดในโลกนี้ ที่เราจะมอบให้กับตัวเราได้ สิ่งนั้นก็คือใจของเรา ทำให้ใจสะอาดบริสุทธิ์เท่านั้นแหละ แล้วจะได้สิ่งที่ประเสริฐเลิศโลกมาเป็นสมบัติ ที่จะทำให้ใจไม่ทุกข์อีกเลย เราจึงต้องมาศึกษาดูว่า อะไรทำให้ใจทุกข์ อะไรทำให้ใจหายทุกข์ ถ้าไม่มีพระพุทธเจ้ามาทรงสั่งทรงสอน เราจะไม่รู้ เพราะไม่มีปัญญาพอที่จะ วิเคราะห์ได้ด้วยตนเอง จะไม่รู้ว่าอะไรเป็นเหตุทำให้เราทุกข์ จะต้องทำอย่างไรให้ทุกข์หายไป ต้องมีคนอย่างพระพุทธเจ้าเท่านั้น หรือพระอริยสงฆสาวกที่ได้เรียนรู้จากพระพุทธเจ้าอีกทอดหนึ่ง ที่จะสอนพวกเราได้ ถ้าเป็นเรื่องของจิตใจแล้ว พวกเราเป็นเหมือนคนตาบอด ไม่รู้วิธีแก้ปัญหาของใจ ทั้งที่อยู่กับใจตลอดเวลา แต่ไม่รู้จักวิธีแก้ ไม่รู้เลยว่าทุกข์เกิดขึ้นได้อย่างไร แล้วจะแก้ได้อย่างไร เหมือนกับเวลามีโรคระบาดขึ้นมา เช่นไข้หวัดนก ตอนต้นก็ไม่รู้ว่าเกิดขึ้นมาได้อย่างไร จึงต้องศึกษาวิเคราะห์ดูว่า อะไรเป็นเหตุที่ทำให้เกิดโรคนี้ขึ้นมา เมื่อได้ศึกษาแล้ว ก็พบว่าเป็นเพราะเชื้อโรคชนิดนี้ ขั้นตอนต่อไปก็ต้องหาวิธีทำลายเชื้อโรคนี้ให้ได้ ถ้าทำลายได้แล้ว โรคที่ระบาดอยู่ก็จะหมดไป

กัณฑ์ที่ ๒๒๗ วันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๔๘ (จุลธรรมนำใจ ๑)

“หัวใจของคำสอน”

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต