อาหารใจ

การทำบุญให้ทานนี้เป็นอาหารของใจ เวลาทำบุญให้ทานแล้วใจของเราจะมีความสุขมีความอิ่มเอิบใจ ถ้าเราทำแล้วยังไม่เกิดความสุขความอิ่มเอิบใจ ก็แสดงว่ายังทำไม่มากพอเหมือนกับการรับประทานอาหาร ถ้ารับประทานอาหารเพียงคำสองคำก็จะไม่ทำให้เกิดความอิ่มขึ้นมาได้ ฉันใดการทำบุญให้ทานก็ต้องทำให้มาก ถึงจะสามารถทำให้เกิดความสุขเกิดความอิ่มเอิบใจขึ้นมาได้

คำว่ามากของแต่ละคนนี้ก็ไม่เท่ากัน เพราะแต่ละคนมีมากน้อยต่างกัน คำว่ามากของแต่ละคนก็หมายถึงว่า ทำเท่าที่เราจะทำได้ เท่าที่เรามีส่วนที่เป็นส่วนเกิน ส่วนที่เราไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเอามาใช้ดูแลรักษาร่างกาย ส่วนนั้นเราก็เอามาทำบุญให้ทานได้ แทนที่จะเอาเงินส่วนนี้ไปเที่ยวไปซื้อของฟุ่มเฟือย ซึ่งเป็นเหมือนกับยาพิษให้กับจิตใจ เราก็ไปซื้ออาหารมาให้กับจิตใจด้วยการทำบุญให้ทาน นี่คือวิธีที่จะทำให้ใจของเรามีความสุข และการที่จะทำให้เกิดความสุขเราก็ต้องทำให้ถูกด้วย เพราะการทำบุญให้ทานที่จะทำให้เกิดความสุขใจ ความอิ่มใจขึ้นมาต้องทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ คือไม่ทำเพื่อหวังผลตอบแทนจากผู้รับ เราให้อะไรกับใครไปช่วยเหลือใครไป เราไม่ต้องการผลตอบแทนจากผู้ที่ได้รับของจากเรา หรือได้รับความช่วยเหลือจากเรา เราต้องการช่วยเขาจริงๆ ให้เขามีความสุข ให้เขามีความทุกข์น้อยลงไป เราให้อย่างนี้ถึงจะทำให้เรามีความสุขใจ มีความอิ่มเอิบใจ ต้องให้ด้วยความบริสุทธิ์ อย่าไปหวังผลตอบแทนจากผู้รับ เช่นให้แล้วหวังว่าเขาจะเคารพนับถือเรา หวังว่าเขาจะมีความสำนึกในบุญในคุณ หวังว่าเขาจะตอบแทนเราด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง ถ้าอย่างนี้เรียกว่า ไม่ได้เป็นการทำบุญเป็นการซื้อขายเป็นการแลกเปลี่ยน

บุญนี้จะต้องเกิดจากการให้โดยที่ไม่หวังผลตอบแทน มุ่งประโยชน์และสุขให้กับผู้ที่เราตั้งใจจะให้เท่านั้น ส่วนเขาจะมีความรู้สึกขอบอกขอบใจสำนึกในบุญในคุณหรือไม่ อย่างนี้ไม่ใช่หน้าที่ของเรา ไม่ใช่เรื่องของเรา มันเป็นเรื่องของผู้รับ เขาจะมีจิตสำนึกหรือไม่นั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ถ้าเราทำบุญอย่างนี้เราก็จะมีความสุขใจ มีความอิ่มเอิบใจ

ดังนั้นเวลาทำบุญขอให้เรามองมาที่ใจของเรา อย่าไปทำบุญเพื่อหวังผลถึงแม้จะไม่ได้หวังผลจากผู้ที่รับก็ตาม เช่นหวังว่าทำบุญแล้วจะให้สิ่งต่างๆในชีวิตของเรานั้นดีขึ้น เพราะอาจจะไม่ดีขึ้นทันทีตามที่เราต้องการก็ได้ การทำบุญให้ทานนี้มีอานิสงส์คือทำให้เรามีความสุขในเบื้องต้นและมีสิ่งที่ดีที่จะเกิดขึ้นกับเราต่อไปในภายภาคหน้าจะช้าหรือเร็วนี้ไม่สามารถที่จะไปกำหนดได้

ถ้าเราทำบุญแล้วเราเห็นว่าชีวิตของเราไม่ดีขึ้น เราก็อาจจะเกิดความท้อแท้ไม่อยากจะทำ เพราะคิดว่าทำแล้วไม่ได้ผล ความจริงผลที่เราได้รับนั้นเราได้รับอยู่แล้วในเบื้องต้นก็คือความรู้สึกภายในใจ ใจมีความสุข มีความอิ่ม มีความพอ มีความภูมิใจ นี่เป็นผลที่เราได้รับแล้วในเบื้องต้น ส่วนผลที่จะได้รับต่อไปคืออาจจะมีผู้อื่นเห็นคุณค่าของการทำความดีของเราก็ให้การสรรเสริญยกย่องหรือ ให้รางวัลอย่างนี้เป็นผลที่ไม่แน่นอนอาจจะเกิดขึ้นก็ได้อาจจะไม่เกิดขึ้นก็ได้ เป็นผลที่เราไม่ควรจะไปหวัง หรือผลที่จะทำให้เราได้มีความร่ำรวยขึ้นมาต่อไป ผลนี้ก็อาจจะไม่ได้เกิดในชาตินี้ก็ได้ แต่จะเป็นผลที่เกิดขึ้นในชาติต่อไป เช่นเราตายจากโลกนี้ไปแล้ว ถ้าเราได้ทำบุญให้ทานไว้มาก เวลาเราไปเกิดในชาติหน้า เราก็จะมีสมบัติข้าวของเงินทองรอเราอยู่ เช่นได้ไปเกิดเป็นลูกของเศรษฐีอย่างนี้เป็นต้น

นี่เป็นอานิสงส์ที่เกิดขึ้นจากการทำบุญให้ทานที่จะตามมา เราจะหวังหรือไม่หวังก็ตาม มันก็เป็นผลที่จะตามมาเพียงแต่ว่ามันอาจจะช้าหรืออาจจะเร็ว อาจจะเกิดขึ้นในชาตินี้หรือ อาจจะเกิดขึ้นในชาติต่อไป เรื่องนี้เราจึงต้องปล่อยให้มันเป็นไปตามวาระของเขา เหมือนกับการปลูกต้นไม้ เมื่อเราปลูกแล้วเราก็ต้องรอให้ต้นไม้เจริญเติบโตก่อนที่จะออกดอกออกผลออกมา ต้นไม้แต่ละชนิดก็มีเวลาไม่เหมือนกัน บางชนิดก็โตเร็วออกผลเร็ว บางชนิดก็โตช้าออกผลช้า แต่เป็นสิ่งที่เราไปคาดไปเคี่ยวเข็ญไม่ได้ต้องปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติของเขา ข้อสำคัญขอให้เรามองดูผลที่เกิดที่ใจของเราจะดีกว่า เวลาเราทำบุญให้ทานแล้วใจของเราจะมีความสงบ มีความเย็น มีความสุข มีความอิ่ม มีความพอนี่เป็นผลที่ดีที่สุดแล้ว.

ธรรมะในศาลา วันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๕๐

“ปัจจัย ๔ ของใจ”

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต