จะนั่งสมาธิทำใจให้สงบได้ ต้องเจริญสติให้ได้ก่อน

การภาวนาก็คือการดึงใจให้ออกจากลาภยศสรรเสริญ ออกจากความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกายนี้เอง ผู้ที่จะอยู่เหนือโลกธรรม ๘ ได้ ต้องไม่ติดกับลาภยศสรรเสริญสุข การจะไม่ติดก็ต้องอยู่ห่างไกลจาก ลาภยศสรรเสริญสุข ต้องไปปลีกวิเวกอยู่ตามสถานที่สงบสงัด ห่างไกลจากแสงสีเสียงต่างๆ ห่างไกลจากลาภยศสรรเสริญ แล้วก็พยายามสู้กับความอยาก ที่ยังมีอยู่ภายในใจ คือกามฉันทะ ความอยากกลับไปหาลาภยศสรรเสริญ กลับไปหาแสงสีเสียง หารูปเสียงกลิ่นรสต่างๆ เป้าหมายของภาวนาก็คือ การปล่อยวางลาภยศสรรเสริญสุข ถ้าปล่อยได้แล้ว เวลาลาภยศสรรเสริญสุขเสื่อมหรือเปลี่ยนไป จะไม่เป็นปัญหา ถ้ายังปล่อยไม่ได้ เวลาเกิดความเสื่อมขึ้นมา ก็จะเกิดความเศร้าโศกเสียใจทุกข์ทรมานใจ นี่คือวิธีสอนใจให้ฉลาด ให้รู้ทันโลกธรรม ๘ แล้วก็ปล่อยวาง

ปล่อยวางด้วยการปฏิบัติ ถ้าได้ปฏิบัติแล้ว พอได้ยินได้ฟังธรรม ก็จะบรรลุธรรมได้ ดังที่พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงพระธรรมเทศนา ให้แก่พระปัญจวัคคีย์ในครั้งแรก หนึ่งในพระปัญจวัคคีย์ก็มีดวงตาเห็นธรรม เห็นความจริงว่า สิ่งใดมีการเกิดมีการเจริญ สิ่งนั้นย่อมมีการดับมีการเสื่อมไปเป็นธรรมดา ท่านก็ปล่อยวางได้ทันที เพราะจิตใจของท่านมีอุเบกขาอยู่แล้ว แต่ขาดปัญญาที่จะสอนจิต ให้รู้ว่าอะไรเป็นความทุกข์ ต้องปล่อยวาง พอได้ยินได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า ก็ปล่อยวางได้ทันที ซึ่งอาจจะเป็นที่สงสัยสำหรับผู้ที่ยังไม่มีสมาธิ ว่าทำไมฟังธรรมแล้วบรรลุธรรมได้เลย ส่วนตัวเราทำไมฟังแล้วไม่บรรลุ ก็เพราะว่าจิตใจของตนยังไม่มีอุเบกขาธรรม ยังไม่มีความสงบ จึงต้องเจริญสมถภาวนา คือความสงบก่อน ถ้าสงบแล้วก็จะสามารถใช้ปัญญาสอนใจได้ นี่คือความสำคัญของสมถภาวนา

ก่อนจะวิปัสสนาภาวนาได้ คือรู้แจ้งเห็นจริงของสภาวธรรมทั้งหลาย เช่นโลกธรรม ๘ นี้ ถ้าไม่ได้สมถภาวนาก่อน ไม่ได้สมาธิก่อน จะไม่ได้ผล รู้แต่ปล่อยวางไม่ได้ ยังต้องมีลาภยศสรรเสริญ แล้วก็อาจจะเกิดความหลง คิดว่าตนเองรู้แล้ว เข้าใจแล้ว ทั้งที่ยังติดอยู่กับลาภยศสรรเสริญสุข การภาวนาการปฏิบัติเพื่อดับความทุกข์ จึงต้องสมถภาวนาก่อน ก่อนที่จะวิปัสสนาภาวนา ถ้าไม่มีสมถะแล้วไปเจริญวิปัสสนาก็จะเป็นวิปัสสนูไป รู้แล้วก็ปล่อยไม่ได้ ปลงไม่ได้ วางไม่ได้ แล้วก็หลงคิดว่ารู้แล้ว บรรลุแล้ว เข้าใจแล้ว แต่เข้าใจในทางจินตนาการ ไม่ได้เข้าใจที่เกิดจากการอยู่ในเหตุการณ์ แล้วก็ปล่อยวางเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น ทั้งส่วนที่เจริญและส่วนที่เสื่อม

สมัยนี้มักจะมีคนสอนให้ข้ามสมาธิกัน ไม่ต้องปฏิบัติสมาธิ เพราะเห็นว่าไม่จำเป็น เพราะทำไม่ได้ ยากมาก นั่งภาวนาไม่ได้ พอเริ่มนั่งก็เกิดอาการอึดอัดขึ้นมา เป็นเหมือนกับคนที่ต้องกลั้นหายใจเวลาดำน้ำ เวลาภาวนานี้ก็เหมือนไปดำน้ำ ไม่มีอากาศหายใจ อากาศของใจก็คือรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ และความคิดปรุงแต่ง พอต้องยุติการรับรู้รูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ หยุดคิดปรุงแต่ง ก็เกิดอาการตึงเครียดขึ้นมา ไม่สามารถนั่งภาวนาได้ เพราะไม่มีเครื่องมือ ที่จะทำให้ใจไม่เครียดกับการนั่งสมาธิ เครื่องมือที่จะทำให้ใจไม่เครียดก็คือสตินี้เอง ถ้าเจริญสติอยู่เรื่อยๆ ควบคุมความคิดความอยากอยู่เรื่อยๆ ความอยากคิด ความอยากรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ ก็จะอ่อนกำลังลงไป ทำให้ความเครียดเบาลงไป เวลานั่งสมาธิก็จะไม่เครียดมาก

ก่อนที่จะนั่งสมาธิทำใจให้สงบได้ ต้องเจริญสติให้ได้ก่อน ลดความอยากในรูปเสียงกลิ่นรส ลดความอยากคิดปรุงแต่ง ให้น้อยลงไป เช่นการบริกรรมพุทโธๆ ถ้าบริกรรมพุทโธได้อย่างต่อเนื่อง ก็จะไม่คิดถึงรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ ไม่ปรุงแต่งเรื่องนั้นเรื่องนี้ พอไม่มีความอยากในรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ ไม่มีความอยากคิดปรุงแต่ง ก็จะรู้สึกเย็นสบาย ใจจะว่าง ถึงแม้จะไม่นิ่ง เวลานั่งสมาธิก็จะสงบได้อย่างง่ายดาย จะไม่รู้สึกอึดอัด จะไม่รู้สึกเครียด บางคนพอเริ่มนั่งปั๊บนี่ ก็เจ็บตรงนั้นปวดตรงนี้ขึ้นมาทันที แต่เวลานั่งดูภาพยนตร์นี้นั่งดูได้ทั้งคืน นั่งเครื่องบินไปต่างประเทศหลายชั่วโมงก็นั่งได้ แต่พอนั่งสมาธิเพียง ๕ นาทีก็นั่งไม่ได้ เพราะใจถูกควบคุมบังคับไม่ให้คิดนั่นเอง พอไม่ได้คิด ก็เหมือนกับคนดำน้ำ ไม่มีอากาศหายใจ ดำได้เพียงไม่กี่นาที ก็ต้องโผล่ขึ้นมาหายใจ แสดงว่าสติไม่มีกำลัง สติจึงเป็นธรรมที่สำคัญที่สุดในการรักษาโรคจิต เป็นยาขนานแรกที่จะต้องรับประทาน หมอทุกคนต้องให้คนไข้รับประทานยานี้ก่อน ก่อนที่จะรับประทานยาอื่น สติเป็นยาที่สำคัญที่สุด ถ้าไม่มีสติแล้วก็ไม่สามารถใช้ยาชนิดที่ ๒ และที่ ๓ รักษาโรคได้ เหมือนกับเวลาจะผ่าตัดคนไข้ ต้องดมยาสลบก่อน เวลาผ่าตัดถ้าคนไข้ยังรู้สึกตัว คนไข้จะต้องดิ้น ก็จะไม่สามารถผ่าตัดได้ ฉันใดใจก็เหมือนกัน เวลาจะทำใจให้สงบให้ฉลาดต้องมีสติก่อน ต้องควบคุมกิเลสตัณหา ที่สร้างความฟุ้งซ่าน ความอึดอัดใจในขณะที่นั่งสมาธิก่อน

จึงควรเจริญสติอยู่เรื่อยๆ เจริญทั้งวัน เวลานั่งถ้ายังอึดอัดอยู่ ก็ให้ท่องพุทโธๆหรือสวดมนต์ไปก่อน เพื่อผ่อนคลายความอึดอัด ถ้ายังไม่สามารถดูลมหายใจเข้าออก หรือท่องพุทโธได้ ก็สวดมนต์ไปสักระยะหนึ่งก่อน สวดในท่านั่งสมาธิ สวดในใจ นั่งขัดสมาธิหลับตา เหมือนกับนั่งสมาธิ แทนที่จะใช้พุทโธ ก็ใช้บทสวดมนต์ เป็นอารมณ์ไปก่อน สวดไปจนจิตรู้สึกเย็นสบาย อยากจะหยุดสวด ก็ค่อยมาดูลมหายใจเข้าออกต่อ หรือจะใช้พุทโธก็ได้ แต่ควรจะใช้อย่างใดอย่างหนึ่งจะดีกว่า เอาลมอย่างเดียว หรือเอาพุทโธอย่างเดียว ถ้าใช้พุทโธควบคู่ไปกับลม ถ้ามีความคิดแทรกเข้ามา จะหยุดความคิดที่แทรกเข้ามาไม่ได้ ถ้าไม่บริกรรมให้เร็วขึ้น ถ้าบริกรรมให้เร็วขึ้น ลมหายใจจะเร็วตามการบริกรรมไม่ได้ ก็ต้องทิ้งลมไปก่อน เอาคำบริกรรมอย่างเดียว บริกรรมให้ถี่ขึ้น เพื่อกันไม่ให้ความคิดปรุงแต่งแทรกเข้ามา พอไม่มีความคิดปรุงแต่ง ก็ดูลมหายใจเข้าออกไป จนกว่าลมจะหายไป แล้วจิตก็จะรวมเข้าสู่ความสงบตามลำดับต่อไป ขณะที่รู้ว่าลมหายไปก็ไม่ต้องคว้าหาลม ให้รู้ว่าไม่มีลม ให้รู้เฉยๆ สักแต่ว่ารู้ แล้วเดี๋ยวจิตก็จะรวมเข้าสู่ความสงบ ถ้าใจสงบแล้วจะมีความสุขมาก มากกว่าความสุขที่ได้จากรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ มากกว่าความสุขที่ได้จากลาภยศสรรเสริญ พอมีความสุขที่ดีกว่าที่เหนือกว่า ก็จะละความอยากได้ ละความสุขจากลาภยศสรรเสริญ ความสุขจากรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะได้ ละความอยากในกามคือกามตัณหาได้ ละภวตัณหาได้ ละวิภวตัณหาได้ พอละตัณหาทั้ง ๓ ได้ ใจก็จะไม่มีความทุกข์อีกต่อไป มีแต่ความสงบสุขตลอดเวลา เป็นอกาลิโก เป็นปรมังสุขัง นี่คือผลที่จะได้จากการเจริญสติ เจริญสมถภาวนา และวิปัสสนาภาวนา.

กัณฑ์ที่ ๔๕๐ วันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๕ (จุลธรรมนำใจ ๓๒)

“โรคจิต”

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต