เปลี่ยนกระแส

วันพระ ทุกๆ ๘ วัน ๗ วัน หรือ ๖ วัน เป็นวันที่เราจะได้หยุดพักภารกิจการงานแล้วเข้ามาสู่วัด เพื่อปฏิบัติกิจทางศาสนา เป็นการเปลี่ยนกระแส ทุกๆวันที่เราอยู่ในโลก เราอยู่ท่ามกลางกระแสโลก ซึ่งมักจะพัดเราลงไปสู่ที่ต่ำ ไปสู่ความทุกข์ ส่วนกระแสธรรมเป็นกระแสที่พัดไปสู่ที่สูง พัดให้ออกจากความทุกข์ ถ้าพวกเราไม่ปรารถนาความทุกข์กัน ก็ควรคำนึงถึงกระแสธรรมบ้าง อย่าลอยอยู่แต่ในกระแสโลก เพราะกระแสโลกจะฉุดลากเราไปสู่ความทุกข์ทั้งหลาย เนื่องจากกระโลกคือกระแสแห่ง ความโลภ ความโกรธ ความหลง ถ้ามีความโลภ ความโกรธ ความหลง อยู่ในใจมากน้อยแค่ไหน เราก็จะถูกพัดไปสู่ความทุกข์มากเท่านั้น ส่วนกระแสธรรมเป็นกระแสที่จะพัดเราไปสู่ความพ้นทุกข์ ความไม่มีทุกข์ เพราะกระแสธรรมเป็นกระแสแห่ง ความไม่โลภ ความไม่โกรธ ความไม่หลง

ฟังแล้วก็อาจจะรู้สึกว่า คนเราถ้าไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลงแล้ว จะอยู่กันได้อย่างไร เพราะชีวิตของเราทุกคนจะต้องแสวงหาสิ่งที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ เราต้องเข้าใจว่า กระแสธรรมก็สอนให้เราแสวงหาเหมือนกัน แต่ให้แสวงหาสิ่งที่อยู่ในขอบเขตของความจำเป็น ของความพอดี เช่น ชีวิตของคนเราทุกคนต้องมีปัจจัย ๔ เป็นเครื่องดูแล เพื่อชีวิตจะได้ดำเนินไปได้ด้วยความราบรื่น ไม่ขัดสน ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย ไม่ถึงแก่ความตายก่อนที่จะเป็นไป คนเราทุกคนต้องมีปัจจัย ๔ ทางธรรมก็สอนให้เรามีความขยันหมั่นเพียร ในการทำมาหากินเลี้ยงชีพ ให้มีสัมมาชีพหากินเลี้ยงปากเลี้ยงท้องด้วยความสุจริต ให้พอเพียงกับความจำเป็นของชีวิต ถ้ามีมากเกินความจำเป็น เช่น มีอาหารมากเกินความจำเป็น มีเสื้อผ้ามากเกินความจำเป็น มีที่อยู่อาศัยมากเกินความจำเป็น มียารักษาโรคมากเกินความจำเป็น ก็จะไม่เกิดประโยชน์อะไร เพราะเกินความจำเป็นนั่นเอง อย่างวันนี้เราก็เห็นว่ามีอาหารมาก แต่เรามีท้องเดียว เราก็รับประทานได้เท่านั้นแหละ เท่าที่เราเคยรับประทาน เราไม่สามารถรับประทานอาหารทั้งหมดได้ หลักของการแสวงหาทางธรรม จึงอยู่ที่การหามาเท่าที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ

ส่วนทางโลกนั้น ความโลภจะทำให้หามาแบบไม่มีขอบเขต ไม่มีการรู้จักคำว่าพอดี เนื่องจากว่าความโลภเกิดจากความหลง ความหลงคือการไม่มีสติ ไม่มีปัญญา อันเป็นสัญชาตญาณของความหลงความหลงจะกลัวอดอยาก กลัวทุกข์ กลัวตาย จึงต้องพยายามหาไว้มากๆ ถึงแม้วันนี้จะไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีอะไรมาก ก็จะคิดว่ามีเก็บไว้ก่อนดีกว่าเพื่อความปลอดภัยในวันหน้า แต่เราไม่รู้หรอกว่า วันข้างหน้าของเราจะมีมากน้อยแค่ไหน วันหน้าของเราอาจจะเหลืออีกเพียงวันเดียวก็ได้ แล้วชีวิตของเราก็จะหมดไป ถ้าเราหามาเกินกว่าความจำเป็น เราก็จะเสียเวลากับการหาสิ่งต่างๆ ที่ไม่เกิดประโยชน์ ไม่มีความจำเป็นกับชีวิต กับความสุขของเรา

ในทางธรรมท่านทรงสอนให้เราหาความสุข ทั้งทางร่างกายและทางจิตใจ ความสุขของคนเราส่วนใหญ่จะอยู่ที่ใจมากกว่าอยู่ที่กาย จริงอยู่ร่างกายต้องมีปัจจัย ๔ ถึงจะไม่ทุกข์ แต่ความสุขทางร่างกายไม่อยู่เหนือความสุขทางใจ ถ้าเราดูแลร่างกายให้มีความสุข แต่ไม่ได้ดูแลใจให้มีความสุข ปล่อยให้ใจมีแต่ความทุกข์ ความทุกข์ใจก็จะไปบดบังความสุขกาย อย่างพวกเราทุกคนก็มีฐานะพอใช้ได้ คือมีปัจจัย ๔ ครบบริบูรณ์ ไม่ขาดตกบกพร่องในสิ่งที่จำเป็นต่อการครองชีพ ความต้องการของร่างกาย ได้รับการดูแลอย่างสมบูรณ์ ร่างกายมีความสุขสบาย แต่ใจกลับมีความทุกข์ ซึ่งจะทำให้เราไม่เห็นความสุขกายเลย จะบดบังความสุขกาย ที่เราอุตส่าห์ทุ่มเทเรี่ยวแรงหามา แต่พอเกิดความทุกข์ใจขึ้นมาความสุขกายเหมือนกับว่าหายไปเลย

นั่นเป็นเพราะว่าเราไม่มีธรรมะ เป็นเครื่องชี้นำวิธีหาความสุขให้กับเรา เราแสวงหาความสุขเพียงด้านเดียว คือแสวงหาความสุขทางด้านวัตถุ ทางด้านกามารมณ์ ทางด้านความอยากของกิเลสตัณหาทั้งหลาย ซึ่งไม่ใช่เป็นความสุขที่แท้จริง เพราะว่าสิ่งต่างๆที่เราได้มา มากน้อยแค่ไหนก็ตาม ก็จะไม่ให้ความอิ่ม ความพอ กับเรา ไม่สามารถดับความทุกข์ใจได้ เวลาต้องการอะไรแล้วไม่ได้สิ่งนั้นๆ ความทุกข์ใจก็จะปรากฏขึ้นมา หรือสิ่งที่ได้มาเป็นสิ่งที่เรารักเราชอบ ถ้าวันดีคืนดีต้องหายไป หรือถูกทำลายไปด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง เราก็จะเกิดความทุกข์ใจขึ้นมา นั่นก็เป็นเพราะว่าเราไม่ได้ดูแลใจของเรา ปล่อยเวลาไปกับการดูแลร่างกาย ไปกับกระแสของความโลภ ความโกรธ ความหลง เราจึงไม่อยู่เหนือความทุกข์ เพราะความหลงของเรานี่เอง ความโง่เขลาเบาปัญญา ไม่ทราบว่าความสุขที่แท้จริงนั้นอยู่ที่ไหน

เราจึงต้องปลีกเวลาออกจากกระแสโลก ออกจากกระแสของความโลภ ความโกรธ ความหลง มาสู่วัด เพื่อเข้าสู่กระแสธรรม ทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับชีวิตปกติของเรา ปกติเราจะมีแต่ออกไปแสวงหา หาด้วยความโลภ หาด้วยความโกรธ หาด้วยความหลง ทุกครั้งที่เราทำอย่างนี้ ก็เท่ากับสะสมความโลภ ความโกรธ ความหลงให้มีมากยิ่งขึ้นไป เมื่อมีความโลภ ความโกรธ ความหลงมากขึ้นไปเท่าไร ความทุกข์ก็จะมีสะสมอยู่ในใจมากขึ้นเท่านั้น รอเวลาให้แสดงตัวขึ้นมา ในขณะที่เราได้สิ่งต่างๆ ที่เราปรารถนา ความทุกข์จะยังไม่ปรากฏ แต่ถ้าวันไหนเกิดไม่ได้ดังใจ หรือสูญเสียสิ่งที่เรารักเราชอบแล้ว ความทุกข์ก็จะโหมกระหน่ำเราอย่างเต็มที่ จนไม่สามารถทนรับกับความทุกข์นั้นได้ก็มี

แต่ถ้าเรามีเวลาว่างหลบเข้าวัดบ้าง เข้าสู่กระแสของความไม่โลภ ความไม่โกรธ ความไม่หลง เราจะได้สะสมแรงต้านทานของความทุกข์ ที่จะโหมกระหน่ำใส่เรา เมื่อถึงเวลาของความทุกข์นั้นจะปรากฏขึ้นมา ถ้าเรามีกระแสแห่งธรรม เท่ากับมีที่พึ่ง มีที่หลบภัย เพราะจะรู้จักวิธีรับกับกระแสของความทุกข์ที่ปรากฏขึ้นมา เพราะว่าธรรมะสอนให้รู้จักสภาพความเป็นจริงของโลกที่เราอยู่นี้ว่าเป็นอย่างไร โลกที่เราอยู่ทุกวันนี้ไม่ได้เป็นอย่างนี้ไปตลอด เป็นโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ มีการหมุนเวียนไป สิ่งต่างๆที่เรามีอยู่ในวันนี้ ในวันข้างหน้าจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงไป ต้องมีการหมดสิ้นไป ซึ่งเป็นเรื่องปกติธรรมดา ถ้ารู้ล่วงหน้าก่อน และได้มีการเตรียมตัวเตรียมใจไว้ เวลาสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นมา ความทุกข์ก็จะไม่โหมกระหน่ำใส่เรา เพราะความทุกข์เกิดจากความหลง เกิดจากความยึดติดอยู่กับสิ่งต่างๆ

ถ้ามีปัญญา มีความรู้ รู้ว่าสิ่งต่างๆ ที่มีอยู่กับเราในวันนี้ จะไม่อยู่กับเราไปตลอด จะต้องมีการพลัดพรากจากกันไป ไม่ช้าก็เร็ว ถ้าเรารู้แล้วเตรียมตัวเตรียมใจไว้ก่อนล่วงหน้า เวลาความพลัดพรากเกิดขึ้นมาหรือความผิดหวังเกิดขึ้นมา เราก็จะพร้อมที่จะรับกับสิ่งเหล่านั้น เมื่อเราพร้อมสิ่งเหล่านั้นก็จะไม่มีอานุภาพสร้างความทุกข์ให้กับเราได้ เพราะเราไม่ยึดไม่ติดกับสิ่งเหล่านั้น

กัณฑ์ที่ ๑๐๓ วันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๕ (กำลังใจ ๖)

“เปลี่ยนกระแส”

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต