วิธีดับตัณหาความอยาก

วิปัสสนาก็คือการสอนใจให้รู้ว่า ไม่มีอะไรที่จะดีกว่าความสุขที่ได้จากความสงบ ให้รู้ว่าความอยากได้ความสุขอย่างอื่นจะทำให้เกิดความทุกข์ขึ้นมา เพราะเป็นกามตัณหา เป็นภวตัณหา เป็นวิภวตัณหา ถ้ามีกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหาขึ้นมาเมื่อไหร่ ใจก็จะทุกข์ขึ้นมาเมื่อนั้น แต่ถ้าใจมีวิปัสสนา สอนให้รู้ว่าสิ่งต่างๆที่ใจอยากได้นั้น เป็นทุกข์มากกว่าเป็นสุข เพราะไม่เที่ยง มีเกิดมีดับ มีเจริญมีเสื่อม เช่นลาภยศสรรเสริญ รูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ มีเจริญมีเสื่อม เวลาเจริญก็สุขแต่เวลาเสื่อมก็จะทุกข์ ถ้าไม่อยากจะทุกข์ก็อย่าไปอยากมี อย่าไปอยากได้ลาภยศสรรเสริญรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ เพราะเป็นอนัตตา ไม่สามารถไปสั่งให้เจริญอย่างเดียว ไม่อยู่ภายใต้คำสั่งของเรา ถ้าเราเห็นด้วยปัญญา ก็จะหยุดกามตัณหาภวตัณหาวิภวตัณหาได้ นี้คือหน้าที่ของวิปัสสนา ของปัญญา ให้คอยเตือนใจสอนใจว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นอนิจจังทุกขังอนัตตา

เป็นทุกข์ในอริยสัจ ๔ ไม่ใช่ทุกข์ในขันธ์ คือทุกขเวทนา ไม่เป็นปัญหาสำหรับใจ ปัญหาสำหรับใจคือทุกข์ที่เกิดจากสมุทัย คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ทุกขเวทนาเกิดที่ร่างกาย มีร่างกายเป็นที่ตั้ง เช่นเวลาร่างกายเจ็บไข้ได้ป่วยก็จะเกิดทุกขเวทนาขึ้นมา ทุกขเวทนาเป็นหนึ่งในขันธ์ ๕ เป็นอนิจจังทุกขังอนัตตา ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ถ้าไปอยากให้หายไป เป็นสภาวธรรม ถ้ามีวิปัสสนาญาณ มีปัญญา จะไม่เดือดร้อน เพราะจะปล่อยวาง คือจะรู้เฉยๆ จะไม่มีความอยากคือวิภวตัณหา อยากให้ความเจ็บหายไป ทุกขังในอนิจจังทุกขังอนัตตานี้ หมายถึงทุกข์ในอริยสัจ ๔ ทุกข์ที่เกิดจากความอยาก ๓ ประการ คือกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ทุกข์นี้เราดับได้ พระพุทธเจ้าทรงดับมาแล้ว พระอรหันต์ทั้งหลายดับมาแล้ว เพราะละกามตัณหาภวตัณหาวิภวตัณหาได้แล้ว แต่ทุกขเวทนานี้ท่านดับไม่ได้ เวลาร่างกายของท่านเจ็บไข้ได้ป่วย จิตของท่านก็ต้องสัมผัสรับรู้กับทุกขเวทนา เหมือนกับพวกเรานี่แหละ ไม่ต่างกัน ต่างกันตรงที่ใจของท่านไม่ทรมานไม่ทุกข์ เพราะไม่มีวิภวตัณหา ไม่มีความอยากให้ความเจ็บหายไป หรืออยากจะหนีจากความเจ็บไป ใจรู้เฉยๆ สักแต่ว่ารู้ เป็นอุเบกขา ปล่อยวาง รับรู้แล้วปล่อยวาง นี่คือแนวของการปฏิบัติ เพื่อทำให้จิตใจไม่หวั่นไหว กับเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น จะเกิดขึ้นกับเราหรือเกิดขึ้นกับสิ่งอื่นหรือผู้อื่น จะไม่เป็นปัญหากับผู้ที่มีสมถะและวิปัสสนาภาวนา

จะมีสมถะและวิปัสสนาภาวนาได้ ก็ต้องมีสติก่อน จะเจริญสติได้ก็ต้องปลีกวิเวก สงบกายและวาจา คือมีศีล จะมีศีลได้ก็ต้องสละทรัพย์ต่างๆที่มีอยู่ได้ เพราะถ้ายังยึดติดยังอาศัยทรัพย์สมบัติเป็นเครื่องมือให้ความสุข ก็จะไม่มีเวลาไปปลีกวิเวก ไปเจริญสติ ไปรักษาศีล จึงต้องเริ่มต้นที่การให้ทาน สละทรัพย์สมบัติข้าวของเงินทองที่มีอยู่ไปก่อน ถ้าจะเก็บไว้ก็เพื่อดูแลร่างกาย ต้องมีปัจจัย ๔ ไม่ว่าจะเป็นนักบวชหรือเป็นฆราวาส นักปฏิบัตินี้มีทั้งนักบวชและฆราวาส ถ้าเป็นฆราวาสก็จะต้องมีทรัพย์บ้าง มีเพื่อซื้อปัจจัย ๔ ไว้ดูแลรักษาร่างกาย ถ้าเป็นนักบวชก็ไม่ต้องมี
ทรัพย์เลย เพราะมีผู้มีจิตศรัทธาพร้อมที่จะสนับสนุนในเรื่องปัจจัย ๔ การให้ทานมีเป้าหมายเพื่อไม่ให้ไปหาทรัพย์ เพื่อเอามาซื้อความสุข ถ้ายังต้องใช้ทรัพย์ซื้อความสุข ก็จะต้องเสียเวลากับการหาทรัพย์ เสียเวลากับการใช้ทรัพย์เพื่อซื้อความสุข ก็จะไม่มีเวลาไปปลีกวิเวก ไปรักษาศีลไปเจริญสติ เจริญสมถะและวิปัสสนาภาวนาตามลำดับต่อไป เป้าหมายที่แท้จริงของการให้ทาน ก็เพื่อหยุดการใช้เงินซื้อความสุข ทุกครั้งที่จะเอาเงินไปซื้อความสุข ก็เอาไปให้ทานแทน จะได้มีเวลาภาวนา จะได้ไม่อยากไปหาเงิน เพราะถ้าได้เงินมาแล้วเอาไปให้คนอื่น ก็ไม่รู้จะไปหาเงินมาทำไม แต่ถ้าเอาเงินไปซื้อความสุข ก็จะติดกับความสุขที่ได้จากการใช้เงิน เวลาเงินหมดก็ต้องไปหาเงินใหม่ เพื่อมาซื้อความสุขใหม่ ถ้ามีเงินมากกว่าที่จะต้องใช้กับการรักษาร่างกาย ก็ควรเอาไปให้คนอื่น จะตัดความอยากได้เงินทอง จะได้ไม่เสียเวลากับการหาเงินหาทอง กับการใช้เงินใช้ทอง จะมีเวลาปลีกวิเวกภาวนา

ความสำคัญของการปฏิบัตินี้ไม่ได้อยู่ที่เพศอยู่ที่วัย เป็นหญิงหรือเป็นชาย เป็นฆราวาสหรือเป็นนักบวช อยู่ที่การเจริญสติสมาธิและปัญญา ผลคือมรรคผลนิพพานนี้ จะเกิดจากการเจริญสติสมาธิปัญญา เกิดจากการเจริญสติ เจริญสมถภาวนาและวิปัสสนาภาวนา สมถภาวนาก็คือสมาธิ วิปัสสนาภาวนาก็คือปัญญา นี่คือธรรมที่จะต้องเจริญกัน ถ้าอยากที่จะดับความทุกข์ทั้งหลาย ที่มีอยู่ในใจให้หมดไป ต้องดับด้วยตนเอง อัตตาหิ อัตตโน นาโถ พระพุทธเจ้าดับให้เราไม่ได้ พระสาวกดับให้เราไม่ได้ ญาติสนิทมิตรสหายดับให้เราไม่ได้ งานนี้เป็นงานเฉพาะตน เป็นงานที่จะต้องปฏิบัติตามลำพัง ถ้าปฏิบัติจริงๆจะไม่ปฏิบัติกับใคร ไม่อยู่กับใคร จะอยู่คนเดียว ถึงจะได้ผล ถ้าต่างคนต่างมาเกาะกัน มาช่วยเหลือกัน ก็จะไม่ได้ช่วยตัวเอง จะไม่ได้เข้าสู่ข้างใน

ปฏิบัติเพื่อดึงจิตให้เข้าข้างใน ไม่ให้อยู่ข้างนอก ด้วยการเจริญสติ ให้เข้าสู่ความสงบ เพราะความสงบเป็นสรณะเป็นที่พึ่งที่แท้จริง ไม่ใช่สหธรรมิก ถ้าจะเป็นที่พึ่งก็เป็นที่พึ่งชั่วคราว เป็นที่พึ่งที่ไม่สำคัญ ไม่มีก็ได้ ที่พึ่งที่สำคัญก็คือความสงบ ถ้ามีความสงบแล้วจะไม่หวั่นไหวกับสิ่งต่างๆ เวลาจิตเข้าสู่ความสงบแล้ว จะไม่รับรู้รูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ จะไม่รับรู้ร่างกาย ถ้ารับรู้ก็จะไม่มีอารมณ์กับรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ ไม่มีอารมณ์กับร่างกาย ร่างกายจะเป็นอย่างไรก็รับได้ จะเจ็บตรงนั้นปวดตรงนี้ก็รับได้ ต้องเข้าข้างในถึงจะมีสรณะมีที่พึ่ง มีพลังที่จะต่อสู้กับภัยต่างๆ ก็คือกิเลสตัณหานี้เอง ภัยที่แท้จริงของใจไม่ใช่พายุ ไม่ใช่วันสิ้นโลก ไม่ใช่สึนามิ ไม่ใช่แผ่นดินไหว ภัยที่แท้จริงของใจ ก็คือกามตัณหาภวตัณหาวิภวตัณหา สิ่งอื่นไม่สามารถทำลายใจได้ ไม่สามารถทำให้ใจทุกข์ได้ วันสิ้นโลกไม่สามารถทำให้ใจทุกข์ได้ พายุไต้ฝุ่น สึนามิ แผ่นดินไหว ไม่สามารถทำลายใจได้ ไม่ทำให้ใจหวั่นไหวได้ แต่สิ่งที่ทำให้ใจหวั่นไหว ทำให้ทุกข์ได้ก็คือ กามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหานี้เอง ภัยแบบนี้ไม่มีใครป้องกันให้เราได้ ต้องป้องกันด้วยตัวเราเอง เพราะภัยเหล่านี้เราเป็นผู้ผลิตขึ้นมาเอง ด้วยความอยากคือ กามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหานี้เอง ไม่มีใครดับภัยของเราได้ นอกจากตัวเราเอง เราต้องดับกามตัณหาภวตัณหาและวิภวตัณหาให้ได้

ถ้าไม่มีกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหาแล้ว ก็จะไม่มีความทุกข์ใจอีกต่อไป นี่แหละคือธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ ก็คือพระอริยสัจ ๔.

กัณฑ์ที่ ๔๕๐ วันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๕ (จุลธรรมนำใจ ๓๒)

“โรคจิต”

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต