ยารักษาความทุกข์

ให้เราเจริญสติ ให้นั่งสมาธิ ให้เจริญปัญญา เป็นยาที่พระพุทธเจ้ามอบให้กับพวกเรา เพราะพวกเรายังมีเชื้อโรคอยู่ภายในใจ ยังมีกิเลส มีตัณหา ที่เป็นตัวสร้างความทุกข์ สร้างความวุ่นวายใจให้กับเรา อย่างไม่รู้จักจบจักสิ้นนี้อยู่ ถ้าพวกเราเอายาที่พระพุทธเจ้ามอบให้แก่พวกเรามา รับประทาน มาปฏิบัติ ต่อไปใจของเราก็จะหายจากความทุกข์ต่างๆ แล้วเราก็จะได้ทำหน้าที่เป็นพระสาวกของพระพุทธเจ้าต่อไนำเอายาของพระพุทธเจ้ามามอบให้แก่ผู้ที่ยังเจ็บไข้ได้ป่วย นี่คือการถ่ายทอดยาของพระพุทธเจ้า มีการเริ่มกระทำมาตั้งแต่วันเพ็ญเดือน ๘ เมื่อ ๒,๔๐๐ กว่าปีมาแล้ว แล้วก็มีผู้รับยานี้ไปรักษาโรคของตน พอรักษาหายแล้วก็เอายานี้ไปเผยแผ่ให้แก่ผู้อื่น ผู้อื่นที่รับต่อก็เอาไปรับประทาน เอาไปปฏิบัติจนหายแล้วก็เอาไปเผยแผ่ให้แก่ผู้อื่น ก็ทำอย่างนี้

อย่างในสมัยปัจจุบันนี้ก็หลวงปู่มั่นก็รับมาจากหลวงปู่เสาร์ ศึกษากับหลวงปู่เสาร์ เสร็จแล้วพอท่านหายแล้ว ท่านก็สอนลูกศิษย์ลูกหาที่ไปศึกษากับท่าน เช่นหลวงปู่แหวน หลวงปู่ขาว หลวงปู่ฝั้น ครูบาอาจารย์ต่างๆ ที่เรากราบไหว้กัน ท่านก็เป็นคนเหมือนพวกเรา คนที่มีความทุกข์มีกิเลสตัณหา แต่ท่านเป็นคนที่เชื่อฟังหมอ เวลาได้ยามาก็รีบรับประทาน ไม่ใช่มานั่งเฝ้าดู ตัดสินใจว่าจะกินดีหรือไม่กินดี เหมือนอย่างพวกเรานั่งคิดจะทำทานดีหรือไม่ทำทานดี จะรักษาศีลดีหรือไม่รักษาศีลดี จะไปอยู่วัดดีหรือไม่ไปอยู่ ทำไมไม่รีบกินซะยาวิเศษให้มา กินปั๊บเดี๋ยวก็จะหายปุ๊บ กลับไม่เอา มานั่งต่อรองกัน ขอเดี๋ยวอยู่กับลูกก่อน เป็นห่วงลูกบ้าง ห่วงแฟนบ้าง ห่วงสมบัติบ้าง ห่วงโน้นห่วงนี่เลยไม่มีเวลาที่จะไปกินยาสักที โรคมันเลยไม่หาย

คนที่เขาพอได้รับยามาปั๊บกระโดดเลย เขารับมากินเลย สละหมดเลยเงินทอง ข้าวของมีเทาไหร่ยกให้คนอื่นไปเลย มีงานมีการก็ลาออกไปเลย ไปเจริญสติ สมาธิ ปัญญา ไปรักษาศีลให้บริสุทธิ์ ทำอย่างนี้ไปมันไม่นานมันก็จะหาย เพราะกินยาอย่างต่อเนื่อง ลองไปรับยาจากหมอแล้วไม่กินตามที่หมอสั่งดูซิ หมอบอกให้กินวันละ ๔ มื้อ นี่เราเล่นกินแค่ ๔ วันครั้งหนึ่ง เมื่อไหร่มันจะหาย นะอย่าทำแบบนั้น ต้องทำตามหมอสั่ง หมอบอกให้กินวันละ ๔ ครั้ง สามเวลาหลังอาหารและก่อนนอน ต้องทำอย่างนั้นโรคมันถึงจะหายได้ ไม่ใช่ ๔ วันกินสักครั้งหนึ่ง กินเพราะความเกรงใจหมอ เผื่อหมอถามว่ากินยาหรือเปล่าจะได้บอกว่ากิน แล้วทำไมไม่หาย…นะเราต้องขวานขวายเราต้องเชื่อฟัง ศรัทธา คำว่าเชื่อคือต้องเชื่อฟัง ไม่ใช่เชื่อแบบดื่อ เชื่อแบบลืมไปเลยว่าเชื่อฟัง พระพุทธเจ้าบอกให้ทำอะไรต้องทำตาม ทำให้มาก ทำให้เต็มที่ให้ได้ ถ้าทำได้เต็มที่อย่างที่พระพุทธเจ้าได้ทรงกระทำผลมันก็ต้องเต็มที่อย่างแน่นอน ถ้าทำไม่เต็มที่ผลมันก็ไม่เต็มที่ ดังนั้นอย่าไปโทษใคร เราได้ยามาแล้วกันทุกคน ถ้าเราไม่หายจากโรคภัยไข้เจ็บก็เพราะว่าเราไม่กินยา เราไม่ปฏิบัติตามที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนเท่านั้น คนที่กินยาคนที่เขาปฏิบัติตามเขาก็บรรลุกัน เขาก็หายจากโรคภัยไข้เจ็บ หายจากความทุกข์ใจ อยู่แค่นี้เองไม่ได้อยู่ที่ไหน อยู่ที่การกินยาหรือไม่กินยา อยู่ที่การปฏิบัติธรรมะโอสถ อยู่ที่การรักษาศีล เจริญสติ สมาธิ ปัญญาหรือไม่เท่านั้นเอง ถ้ามีการเจริญวิมุตติก็ต้องเป็นผลที่เกิดขึ้นตามมาอย่างเเน่นอน วิมุตติก็คือการหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งหลายหายจากโรคของความทุกข์ใจ โรคภัยของใจหายไปหมดเพราะความทุกข์หายไปหมด ด้วยยาของพระพุทธเจ้านั่นเอ

ดังนั้นขอให้พวกเราพยายามรีบเร่ง พยายามข่มขู่จิตใจบังคับจิตใจของเราให้กินยานี้เสีย เพราะเวลาของเราจะน้อยลงไปเรื่อยๆ เดี๋ยวหมดเวลาแล้วก็จะไม่สามารถกินยานี้ได้ต่อไป แล้วอีกเมื่อไหร่ก็จะไม่รู้ว่าจะได้เจอยาแบบนี้อีก เพราะนานๆจะได้มีพระพุทธเจ้ามาเกิดสักครั้งหนึ่ง แล้วโอกาสที่เราจะได้มาเกิดเป็นมนุษย์ได้พบกับพระพุทธเจ้าหรือยาของพระพุทธเจ้านี้มันยิ่งยากกว่าอีกหลายเท่าด้วยกัน ตอนนี้เราได้โอกาสอันเลิศอันประเสริฐแล้ว เป็นโชคมหาศาลของเราแล้ว เป็นโอกาสที่เราจะสามารถรักษาใจของเราให้หายจากความทุกข์ได้แล้ว ถ้าเราไม่ปฏิบัติก็ไม่มีใครช่วยเราได้ ต่อให้เราท่องพุทธัง ธัมมัง สังฆัง สะระณัง คัจฉามิให้ตายมันก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร เพราะสะระณะนี้เกิดจากการปฏิบติธรรม เกิดจาการศึกษา ดังนั้นศึกษาฟังเทศน์ฟังธรรมแล้วนำเอาไปปฏิบัติแล้วเราจะได้ธัมมัง สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ นี่คือการเข้าถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไม่ได้เข้าด้วยวาจา วาจานี้เป็นเพียงการแสดงเจตนารมณ์เท่านั้น แต่การจะเข้าถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ให้เป็นสรณะ ที่พึ่งของเราได้นี้ต้องเข้าด้วยการศึกษาแล้วการปฏิบัติ.

ธรรมะบนเขา วันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๗

“ความทุกข์”

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต