แผนที่ธรรม

ไม่ว่าเราจะอ่านจากในหนังสือก็ดี หรือจากการได้ยินได้ฟังก็ดีเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการดำเนิน สำหรับการบำเพ็ญไปในทางของพระพุทธศาสนา จำเป็นต้องมีการศึกษาในเบื้องต้น เพราะการศึกษาเป็นเหมือนกับการดูแผนที่ เหมือนกับเวลาที่เราจะเดินทางไปสู่ที่ใดที่หนึ่ง ที่เราไม่เคยไปเราก็ต้องหาแผนที่มาเปิดดู เพื่อเราจะได้รู้ว่าจะเดินไปในทิศทางใด ถ้าไม่มีแผนที่เราก็จะต้องเดาเอา สมมติว่าที่เราต้องการนั้นอยู่ทิศเหนือ แต่เราไม่รู้ว่าอยู่ทิศเหนือเราก็ต้องลองไปทิศต่างๆต้องไปทิศตะวันออก ทิศตะวันตก ไปทิศใต้และไปทิศเหนือจนกว่าจะไปถูกทาง แต่ถ้าเรามีแผนที่เราก็ไม่ต้องเสียเวลา ทดลองว่าจะไปทิศทางไหนดี เพราะแผนที่จะบอกเราว่าที่เราต้องการจะไปนั้นอยู่ทิศใดหรือถ้าเราไม่มีแผนที่ หรือมีแผนที่แล้วก็ยังไปไม่ถึงเพราะบางทีแผนที่อาจจะไม่บอกรายละเอียดเท่าที่ควร เราก็อาจจะต้องอาศัยคนที่เคยไป เช่นเราเดินทางไปแล้ว เราไปถึงทางแยกเราไม่แน่ใจว่าจะไปทางไหนดี เราหาคนแถวนั้นดูถามเขาดูว่าที่ ที่เราจะต้องไปนั้นไปทางไหน อย่างนี้ก็จะช่วยให้เราได้ไปถึงที่หมายปลายทาง ได้อย่างรวดเร็ว เร็วกว่าที่เราจะต้องมาลองดู ไปทางซ้ายบ้าง ไปทางขวาบ้าง ตรงไปบ้าง ฉันใดการปฏิบัติตามพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าก็จำเป็นจะต้องมีการศึกษา มีหนังสือ มีครูมีอาจารย์ เพื่อที่จะได้ไม่พาให้เราหลงทาง ตามที่เราเคยได้ยินได้ฟังกันว่าการนั่งสมาธิต้องมีครูบาอาจารย์ เพราะไม่เช่นนั้นก็อาจจะเป็นบ้าไปได้

นั่นก็เป็นเพราะผู้ที่ปฏิบัตินั้นหลงผิดคิดไปต่างๆนานา จนกลายเป็นคนบ้าไป แต่ไม่ได้หมายความว่า การปฏิบัติสมาธิแล้วจะทำให้คนเป็นคนบ้า การปฏิบัติสมาธิปฏิบัติวิปัสสนานั้น ถ้าปฏิบัติด้วยวิธีที่ถูกต้องแล้วจะทำให้ไปถึงพระนิพพานได้ จะทำให้หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งหลายได้ แต่คนที่ปฏิบัติแล้วเป็นบ้าไปนั้นก็เป็นเพราะเขาไม่มีครูบาอาจารย์ หรือมีก็ดื้อรั้นไม่เชื่อฟังเป็นคนที่มีทิฐิ มีความเห็น มีความเชื่อตนเองเพียงอย่างเดียว เชื่อความคิดของตนเอง อย่างนี้ก็อาจจะทำให้เป็นคนบ้าไปได้ หรืออาจจะทำให้ปฏิบัติหลงทางไปได้ไปไม่ถึงจุดหมายปลายทาง ดังนั้นการมีหนังสือก็ดีหรือมีครูบาอาจารย์ก็ดี จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อการปฏิบัติ พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า เพื่อเราจะได้ไม่กลายเป็นคนบ้า หรือหลงทางไปไม่ถึงจุดหมายปลายทางที่เราต้องการไป

เช่นยกตัวอย่างในสมัยพระพุทธกาลก็มีองคุลีมาล องคุลีมาลก็มีอาจารย์แต่มีอาจารย์ที่ไม่ซื่อสัตย์ต่อลูกศิษย์ มีอาจารย์ที่หลอกลูกศิษย์ให้เดินไปในทางที่ผิดโดยสอนพระองคุลีมาลว่าถ้าอยากจะบรรลุธรรมแล้วต้องฆ่าคน ๑,๐๐๐ คนถึงจะบรรลุธรรมได้ แต่เป็นบุญขององคุลีมาลที่ได้ไปเจอพระพุทธเจ้า พยายามที่จะฆ่าพระพุทธเจ้าแต่ไม่สามารถจะทำได้ เพราะบารมีของพระพุทธเจ้าทรงคุ้มครองพระพุทธเจ้าไว้ และพระเมตตาของพระพุทธเจ้าได้โปรดองคุลีมาลให้มีดวงตาสว่างขึ้น ให้เห็นการกระทำของตน ว่าเป็นการหลงทาง เป็นการไป ในทางที่ผิด โดยทรงตรัสบอกองคุลีมาลว่า “ เราได้หยุดแล้ว เธอต่างหากที่ยังไม่ได้หยุด ” นี่เป็น คำตอบที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสต่อองคุลีมาล ตอนที่องคุลีมาลพยายามไล่ตามพระพุทธเจ้า ไล่เท่าไหร่ก็ไล่ไม่ทันจึงต้องตะโกนออกไปว่า “ ขอให้ท่านหยุดเสียทีเราวิ่งตามท่านไม่ทัน ”พระพุทธเจ้าก็ทรงตรัสว่า “ เราได้หยุดแล้ว เธอซิ ยังไม่ได้หยุด ” ก็ทำให้เกิดความคิดขึ้นมาว่า ท่านหมายความว่าอย่างไรก็จึงถามไปว่า จะหยุดได้อย่างไรในเมื่อวิ่งขนาดนี้ ยังตามพระพุทธองค์ไม่ได้เลย แล้วพระพุทธองค์ว่าหยุดได้อย่างไร

พระพุทธองค์ก็ตอบว่า “ เราได้หยุดจากความโลภ ความโกรธ ความหลงแล้ว ” เมื่อได้ยินอย่างนั้นองคุลีมาลก็เกิดความเข้าใจว่าตนนั้นกำลังหลงทางตนยังมีความโลภ ยังมีความโกรธอยู่ โลภอยากจะบรรลุธรรมด้วยการเข่นฆ่าผู้อื่นก็ต้องมีความโกรธแค้นอยู่ภายในใจ นี่จึงทำให้องคุลิมาลได้กลับตัว และหยุดความโลภ หยุดความโกรธ หยุดความหลง และได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ในลำดับต่อมา

นี่คือประโยชน์ของการที่มีครูบาอาจารย์ที่รู้จริงเห็นจริงอย่างพระพุทธเจ้า ถ้าเราไม่สามารถพบกับพระพุทธเจ้าได้ในชาตินี้แล้วอย่างน้อยก็ยังมีสาวกของพระพุทธเจ้า มีพระสุปฏิปันโนพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอยู่ตามป่าตามเขาที่เรายังสามารถพึ่งพิงอาศัยคำสอนของท่านได้อยู่ แต่อยู่ที่ตัวเราที่จะต้องเสาะแสวงหาต้องตะเกียกตะกายไป ต้องมีความอดทนและมีความกล้าหาญ

เพราะพระดีๆนั้นท่านเป็นเหมือนเพชรไม่ได้เป็นเหมือนก้อนหิน ก้อนหินที่มีเต็มไปตามถนนหนทาง เป็นเพชรที่เราจะต้องขุดต้องหาจึงเป็นสิ่งที่ไม่ใช่ง่ายที่จะได้พบกับครูบาอาจารย์ที่ดี และได้ยินได้ฟังพระธรรมคำสอนจากท่าน และได้ศึกษาปฏิบัติจากท่าน เพราะท่านจะไม่รับใครง่ายๆ ใครจะไปศึกษาปฏิบัติกับท่านนั้นจะต้องแสดงความศรัทธา จะต้องแสดงความอุตสาหะวิริยะให้ปรากฏ จนเป็นที่พอใจของท่านแล้ว ท่านถึงจะรับไปเป็นลูกศิษย์

ดังนั้นถ้าเราต้องการที่จะได้ครูบาอาจารย์ที่ดี เราก็ต้องทำตัวของเราให้ดี เราต้องมีศรัทธาความเชื่อ คือเราต้องเชื่อฟังคำสอนของท่านไม่ว่าท่านจะสอนอะไรอย่างไร ถึงแม้ในความรู้สึกของเรา เราอาจจะคิดว่าไม่ถูกก็ตาม แต่เมื่อเรามีความศรัทธา มีความตั้งใจที่จะศึกษาจากท่านแล้ว เราก็ต้องเชื่อฟังและทำตาม เพราะบางครั้งบางคราวท่านก็สอนเป็นการทดสอบจิตใจของเรานั่นเอง ว่าเรามีความเชื่อในตัวท่านจริงหรือไม่ ถ้าเราเชื่อแล้วเราก็ไม่ต้องลังเลสงสัย ถึงแม้ท่านให้เราไปกระโดดเหว ก็กระโดดไปเลยไม่ต้องกลัว ถ้าเรามีความเชื่ออย่างนั้นแล้ว เชื่อได้ว่าไม่ช้าก็จะได้บรรลุธรรม ได้สิ่งที่เราปรารถนากัน แต่ถ้าเรายังมีความลังเลสงสัยยังมีข้อโต้แย้งกับครูบาอาจารย์ ก็จะเป็นการเสียเวลาเปล่าๆจะไม่เกิดประโยชน์อะไร เหมือนกับเราดูแผนที่แล้วเราก็ไปเถียงกับแผนที่ ว่าแผนที่นี้ถูกหรือไม่ หรือไปเถียงกับคนที่บอกทางเราว่าถูกหรือไม่ทางที่เขาบอกเรา ถ้าอย่างนี้ก็อย่าไปเสียเวลาถามให้เสียเวลา อย่าไปเสียเวลาดูแผนที่ก็เดินดำเนินไปตามความรู้สึก นึกคิดของเราไปก็แล้วกัน จะได้ไม่ต้องไปรบกวนผู้อื่น จะได้ไม่ต้องไปทะเลาะวิวาทกันให้เสียเวลาไปเปล่าๆ

แต่ถ้าเรายังต้องศึกษา เรายังต้องฟังผู้อื่นอยู่ก็ขอให้เราลดมานะทิฐิของเราลงไปเก็บเอาไว้ ความเห็นที่เรามีอยู่นั้น ขอให้เราเก็บเอาไว้ในลิ้นชักก่อน ขอให้เราทำใจให้ว่างๆแล้วฟังในสิ่งที่ท่านสอนแล้วลองนำเอาไปปฏิบัติดู เอาไปทดลองดูว่าได้ผลอย่างไรแล้วค่อยมาว่ากัน เหมือนกับรับยามาจากหมอแล้ว อย่าไปเถียงกับหมอ ว่าหายหรือเปล่า ใช่แน่หรือเปล่ายาชนิดนี้กินเข้าไปแล้วหมอไม่ได้หยิบยาผิดมาให้นะ อย่างนี้หมอก็จะเบื่อหมอก็ไม่อยากจะรักษา เวลาหมอเขาวิเคราะห์โรคของเราแล้ว หมอเขาก็พิจารณาหายาที่เหมาะสมกับโรคของเราสั่งยาให้กับเราแล้วถ้าเรายังสงสัยไม่รับประทานเราก็จะไม่มี ทางที่จะรักษาโรคให้หายไปได้ เราก็ต้องเชื่อหมอแล้วก็รับยานั้นไปรับประทาน เมื่อรับประทานหมดแล้วถ้าโรคยังไม่หายหรือไม่ดีขึ้นเลยหรือกลับเลวลง เราก็จะได้ไปบอกหมอได้ว่า ยานี้ใช้ไม่ได้กินเข้าไปแล้วไม่หายแต่กลับกำเริบกลับทรุดลงไป เราต้องทำอย่างนี้เราถึงจะไปพูดกับหมอได้

ฉันใดสิ่งที่ครูบาอาจารย์สั่งสอนเราให้เราปฏิบัติเราก็ต้องปฏิบัติไปก่อนอย่าเพิ่งไปลังเลสงสัย อย่าไปค้านท่านว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ เรายังไม่รู้เลยว่าจะเป็นไปได้หรือไม่แล้วเราไปพูดอย่างนั้นทำไม เราต้องลองเอาไปปฏิบัติดูก่อน เมื่อปฏิบัติแล้วถ้ามันไม่ได้ผลจริงๆ เราก็จะได้ไปเล่าให้ท่านฟัง แล้วท่านอาจจะแก้ปัญหาของเราได้ เพราะบางทีอาจจะเป็นเพราะเราปฏิบัติไม่ถูกก็ได้ท่านสอนอย่างหนึ่ง แต่เราฟังเป็นอีกอย่างหนึ่งแล้วไปปฏิบัติอีกอย่างหนึ่ง ผลที่จะปรากฏก็ไม่ปรากฏขึ้นมาก็ได้

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นโดยสรุปแล้วก็คือเราต้องมีผู้นำ มีครูมีอาจารย์ มีแผนที่ อย่าปฏิบัติแบบสุ่มสี่สุ่มห้า อย่าปฏิบัติไปตามความรู้สึกนึกคิดของเรา เราต้องศึกษาแล้วก็นำเอาไปปฏิบัติทีละขั้นทีละตอน.

ธรรมะในศาลา วันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๕๐

“แผนที่ธรรม”

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต