แผนที่สู่ความพ้นทุกข์

พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งเปรียบเหมือนแสงสว่างในที่มืดที่จะนำพาชีวิตของพวกเรา ให้ดำเนินไปสู่ทิศทางที่เราทุกคนปรารถนากัน นั่นก็คือสู่ความร่มเย็นเป็นสุข สู่การสิ้นสุดแห่งการเวียนว่ายตายเกิด สู่การสิ้นสุดของความทุกข์ทั้งหลาย เกิดจากการที่เราศึกษาได้ยินได้ฟังพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างสม่ำเสมอ แล้วก็นำเอาสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง ไปประพฤติไปปฏิบัติ เพราะสิ่งต่างๆที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนนั้น ล้วนเป็นความจริงทั้งสิ้น ล้วนมีคุณมีประโยชน์กับผู้ปฏิบัติ สิ่งที่ไม่ดีก็ทรงสอนให้หลีกเลี่ยง ให้หลบ ให้ละ ให้ตัด ให้เว้น สิ่งที่ดีก็ทรงสอนให้สร้าง ให้ปฏิบัติ ให้บำเพ็ญให้มีมากยิ่งขึ้น ถ้าผู้ฟังได้ยินได้ฟังแล้วมีศรัทธาความเชื่อ ก็จะนำเอาไปปฏิบัติต่อไป ถ้าไม่มีศรัทธาความเชื่อก็จะไม่ได้เอาไปปฏิบัติ

แต่การเชื่อพระพุทธเจ้านี้เป็นการเชื่อที่เราไว้วางใจได้ เพราะมีผู้ที่เชื่อพระพุทธเจ้ามาเป็นจำนวนมากแล้ว และได้รับประโยชน์จากการเชื่อฟังพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า เพราะเมื่อเกิดความเชื่อฟังแล้ว ก็จะมีวิริยะความอุตสาหะความพากเพียรที่จะปฏิบัติ เมื่อปฏิบัติแล้วก็จะเห็นผล เมื่อเห็นผลแล้ว ก็จะทำให้เกิดมีศรัทธาความเชื่อ เกิดมีวิริยะความอุตสาหะความพากเพียรมากยิ่งขึ้นทำให้มีความกล้าหาญความอดทนที่จะศึกษาและปฏิบัติธรรมที่ยากขึ้นไปตามลำดับ จนในที่สุด ก็จะสามารถไปถึงจุดสูงสุดที่พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทั้งหลายได้ไปถึงได้ นั่นก็คือพระนิพพาน ที่สิ้นสุดแห่งการเวียนว่ายตายเกิด ที่สิ้นสุดของความทุกข์ทั้งปวงเป็นที่มีแต่บรมสุข ปรมัง สุขัง นี่เป็นรางวัลของผู้ที่มีศรัทธาความเชื่อในพระบรมศาสดาและมีวิริยะความอุตสาหะความพากเพียรที่หมั่นศึกษาหมั่นปฏิบัติไปเรื่อยๆจนกว่าจะบรรลุถึงเป้าหมาย

ดังนั้นสิ่งที่เราควรที่จะสร้างให้เกิดขึ้นก็คือ ศรัทธา การที่จะทำให้มีศรัทธาเกิดขึ้นได้ก็ต้องได้ยินได้ฟัง พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าและต้องเป็นพระธรรมคำสอนจริงๆ ถ้าได้ยินจากผู้ที่ไม่รู้จริงไม่เห็นจริง ก็อาจจะสอนไม่ถูกต้องตามหลักความจริง ถ้าสอนไม่ถูกต้องแล้วผู้ฟังก็จะเกิดความลังเลสงสัยจะไม่แน่ใจ ไม่มีความมั่นใจ ไม่กล้าตัดสินใจลงไปว่าจะเชื่อดีหรือไม่ แต่ถ้าเราได้ยินได้ฟังได้ศึกษาจากท่านผู้ที่รู้จริงเห็นจริง คือได้ศึกษามาก่อนและได้นำเอาไปประพฤติปฏิบัติจนบรรลุเห็นผลอย่างชัดเจนแล้ว จึงนำเอามาเผยแผ่สั่งสอน ให้กับผู้อื่นอีกต่อไป ถ้าได้ยินได้ฟังจากท่านเหล่านั้นก็จะเกิดความเลื่อมใส เกิดศรัทธาความเชื่อ

การฟังธรรมจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นและต้องฟังจากผู้ที่รู้จริงเห็นจริงด้วย จึงเป็นธรรมดาของผู้ที่ฉลาด ผู้ที่รู้จักแยกแยะว่าอะไรจริงอะไรไม่จริง ต้องแสวงหาต้องเลือกหาพระ หาครูบาอาจารย์ที่สามารถจะสอน ให้เกิดศรัทธา ให้เกิดความเลื่อมใสขึ้นมาได้ สมมุติว่าถ้าเราไปฟังกับพระรูปหนึ่งแล้ว เราไม่รู้สึกว่าเกิดศรัทธาขึ้นมา เราก็ควรที่จะหาพระรูปอื่นต่อไป ลองไปฟังหลายๆรูปหลายๆองค์ด้วยกัน จนกว่าจะพบพระที่สอนแล้วทำให้เราเกิดศรัทธาความเชื่อได้ หรือถ้าเรามีปัญญาที่จะศึกษาของเราเอง ก็ให้ค้นคว้าหาดูในพระไตรปิฎก

พระไตรปิฎกนี้เป็นหลักธรรมคำสอนที่เป็นหลักได้รับการถ่ายทอดมาตั้งแต่สมัยที่พระพุทธเจ้า ได้เสด็จดับขันธปรินิพพานไป ได้มีการถ่ายทอดมาในเบื้องต้นก็เป็นการถ่ายทอดทางปากคือ ท่องจำกันมาแล้วก็นำเอามาสอนต่อกัน ก็ได้รับการถ่ายทอดมาจนถึงปัจจุบันนี้ ได้มีการจารึกเป็นตัวอักษร เป็นหนังสือขึ้นมา ซึ่งเป็นหลักธรรมคำสอนที่มีความจริง มีความตรงกับความจริงที่เราสามารถที่จะยึด เป็นแนวทางในการปฏิบัติของเราได้ ถ้าเราไม่สามารถหาครูบาอาจารย์ที่จะสอนให้เราเกิดศรัทธาขึ้นมาได้ ก็ขอให้เราอ่านพระไตรปิฎกดู อ่านหนังสือที่คัดออกมาจากพระไตรปิฏก

“พระไตรปิฎกนี้ถึงแม้จะมีเป็นจำนวนมากถึง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ก็ตาม แต่ทุกบททุกคำสอนของพระพุทธเจ้านั้นสอนไปที่จุดเดียวกันก็คือสอนไปสู่วิธีการดับทุกข์เท่านั้นไม่มีอย่างอื่น ถ้าเราอ่านแล้วเราสามารถนำเอามาปฏิบัติกับกาย วาจา ใจของเราได้ทำให้เราดับความทุกข์ ความวุ่นวายใจของเราได้ก็แสดงว่าใช้ได้”

ธรรมะในศาลา วันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๕๐

“แผนที่ธรรม”

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต