โกรธเพราะถูกด่าว่า

ถาม : วันนั้นโกรธมาก เพราะมาว่าพระอาจารย์องค์ที่เราเคารพ

พระอาจารย์ : อยู่ในโลกย่อมมีนินทาสรรเสริญเป็นธรรมดา พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า เวลาใครนินทาใครตำหนิพระพุทธเจ้า ก็อย่าไปโกรธแค้นโกรธเคืองแทนท่าน ท่านไม่ได้โกรธ ไม่ได้หวั่นไหว เราเสียหายถ้าไปโกรธเขา ต้องปล่อยวาง

ถาม : วูบแรกโมโห ท่านแสนจะดี ไม่เคยว่าใครเลย ยังว่าท่านได้

พระอาจารย์ : ว่าได้ทุกคน สำคัญอยู่ที่ว่าจริงหรือไม่จริง ถ้าจริงก็ควรขอบคุณเขา เพื่อเราจะได้แก้ไข บางทีเรามองไม่เห็นส่วนที่บกพร่องของเรา เขาเป็นเหมือนกระจกเงาให้เราดูหน้าตาเรา ก่อนจะออกจากบ้านเราต้องดูกระจกก่อน ว่าเรียบร้อยหรือไม่ สะอาดหรือไม่ ถ้าไม่มีกระจกดูจะไม่รู้ว่ายังมีขี้ตาขี้มูกติดอยู่หรือเปล่า ถ้าเขาบอกว่ามีขี้มูกขี้ตาติดอยู่ ไปโกรธเขาทำไม ถ้าเป็นความจริง ต้องขอบใจเขา ถ้าไม่เป็นความจริงก็แสดงว่าเขาหูหนวกตาบอด พูดไม่ตรงกับความจริง ปล่อยเขาพูดไป ห้ามเขาไม่ได้ เราอยู่ในโลกของนินทาสรรเสริญ มีนินทามีสรรเสริญเป็นธรรมดา มีเจริญลาภเสื่อมลาภเป็นธรรมดา มีเจริญยศเสื่อมยศเป็นธรรมดา มีสุขมีทุกข์เป็นธรรมดา คือโลกธรรม ๘ เราต้องรู้ทันโลกธรรม ๘ ถ้ารู้ทันก็จะปล่อยวาง เวลาชมก็ไม่ดีใจ เวลาตำหนิก็ไม่เสียใจ เวลาได้ก็ไม่ดีใจเวลาเสียก็ไม่เสียใจ เวลาสุขก็ไม่ดีใจ เวลาทุกข์ก็ไม่เสียใจ เพราะเป็นเรื่องปกติ เหมือนกับเวลาร้อนก็ไม่เดือดร้อน เวลาหนาวก็ไม่เดือดร้อน อยู่กับมันไป ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นธรรมดา ถ้าไม่รู้ทันก็จะหลง ถ้าชอบก็จะดีใจ ไม่ชอบก็จะเสียใจ เราไปบังคับลมพัด บังคับเสียงจักจั่นได้หรือไม่ เขาเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย คนที่ด่าเราก็มีเหตุมีปัจจัยทำให้เขาด่า คนที่ชมก็มีเหตุมีปัจจัยทำให้เขาชม ก็เท่านั้น ชมแล้วก็ผ่านไป ด่าแล้วก็ผ่านไป เป็นเพียงเสียง ไม่เป็นปัญหาถ้าฟังด้วยธรรม ฟังด้วยเหตุด้วยผล ฟังด้วยปัญญา เป็นไตรลักษณ์หมด มีเกิดมีดับ อนัตตาไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของเรา

มีสิ่งเดียวที่ควบคุมได้เรากลับไม่ควบคุม ก็คือใจของเราอารมณ์ของเรา เราควบคุมได้ระงับได้ ระงับความโกรธได้ ระงับความโลภได้ ระงับความหลงได้ ด้วยทานด้วยศีลด้วยภาวนา จะรักษาใจให้เป็นปกติได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ใจจะเป็นอุเบกขา จะสบายตลอดเวลา จะช่างมันได้ตลอดเวลา ช่างมันๆ อะไรจะเกิดก็เกิด ช่างมันๆ เราไม่ได้เดือดร้อน นี่คือการปฏิบัติเพื่อควบคุมใจ ไม่ให้ไปควบคุมสิ่งอื่น สิ่งอื่นเราควบคุมไม่ได้ มีเกิดมีดับตามเหตุปัจจัย เวลาไม่อยากให้เขาเกิด เขาเกิดขึ้นมาเราก็เดือดร้อน เวลาไม่อยากให้เขาดับ เขาดับเราก็เดือดร้อน ถ้าปล่อยให้เขาเกิดให้เขาดับเราก็ไม่เดือดร้อน ที่ปฏิบัติทั้งหมดนี้ก็เพื่อควบคุมใจ รักษาใจให้เป็นปกติ ไม่ให้ขึ้นไม่ให้ลง ไม่ให้แกว่งเหมือนลูกตุ้มนาฬิกา แกว่งไปทางโลภแล้วก็แกว่งมาทางโกรธ ถ้ามันรักมากก็จะโกรธมาก ถ้ารักน้อยก็จะโกรธน้อย สังเกตดูคนที่อยู่ใกล้ตัวเราจะโกรธมากที่สุด คนที่เรารักมากจะโกรธมาก คนที่เราไม่รักจะไม่โกรธ เขาจะเป็นอะไรจะทำอะไร เราจะไม่รู้สึกอะไร เหมือนลูกตุ้มนาฬิกา ถ้าแกว่งไปทางหนึ่งมาก มันก็จะแกว่งกลับมาอีกทางมาก ถ้าอยู่ตรงกลางจะไม่แกว่ง จะเฉยๆ ถ้าไม่โลภไม่โกรธก็จะเฉยๆ ตอนนี้เสียงก็หยุดแล้ว เราไม่ต้องไปทำอะไรถึงเวลาเขาก็หยุดเอง เวทนาก็แบบเดียวกัน จะเจ็บอย่างไร ถึงเวลาก็จะหยุดเอง สำคัญที่ทำใจให้นิ่ง อย่าไปอยากให้เขาหยุด ถ้าเขาอยู่ก็ให้เขาอยู่ไป เวลาเขาไปก็อย่าไปเสียดาย จะเสียใจ นี่ก็มีเสียงใหม่มาแทนที่แล้ว แต่เราไม่ได้เดือดร้อน มาก็มา ไปก็ไป

พยายามทำอย่างนี้เถิดแล้วจะมีความสุข ไม่สำคัญว่าจะมีมากมีน้อย ใจไม่มีอะไรก็มีความสุขได้ สิ่งที่ต้องมีก็เพื่อร่างกาย หรือเพื่อกิเลส ถ้ามีเพื่อกิเลสก็จะมีความทุกข์มากขึ้น ถ้ามีเพื่อร่างกายก็จะทำให้ร่างกายสบาย แต่อย่าไปมีเพื่อกิเลส เวลาอยากได้อะไรที่ไม่จำเป็นจะเป็นกิเลส มีเสื้อผ้ามีรองเท้าอยู่เต็มตู้แล้วยังอยากจะได้ใหม่ อย่างนี้เป็นการส่งเสริมกิเลส ให้มาเหยียบย่ำทำลายจิตใจให้ทุกข์ให้วุ่นวาย เราต้องแก้ไข ไม่ใช่ไปแก้เรื่องของคนอื่น แก้ไขเรื่องของเราดีกว่า ได้ประโยชน์ ไปแก้คนอื่นทำไม ไม่ได้อะไร นอกจากเขามาขอร้องให้เราช่วยแก้ เช่นลูกศิษย์ลูกหาไปหาครูบาอาจารย์ให้ช่วยแก้ปัญหาให้ ครูบาอาจารย์ก็แนะแนวทางให้ เป็นการทำบุญให้ทาน ให้วิทยาทาน ให้ธรรมทาน ถ้าเขาไม่ขอร้องก็อย่าไปยุ่งกับเขา อย่าไปเสนอตัว แก้ปัญหาของเราดีกว่า ยังมีอยู่อีกมากมาย แก้ได้แล้วเราได้ประโยชน์ แก้ได้เท่าไหร่ก็เป็นของเราทั้งหมด แก้ให้คนอื่นเราไม่ได้อะไร ได้อย่างมากก็คือความพอใจความสุขใจที่ได้ช่วยเหลือเขา เพราะฉะนั้นพยายามปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วมารักษาใจมาแก้ใจ มาควบคุมใจ บังคับใจให้อยู่อย่างสงบ เป็นอุเบกขา ให้ปล่อยทุกสิ่งทุกอย่าง นี่คือเป้าหมายของการปฏิบัติ อยู่ตรงนี้ อยู่ที่การระงับความโลภความโกรธความหลง เพราะความโลภความโกรธความหลงความอยากต่างๆ เป็นเหตุที่ทำให้ใจไม่สงบ พอใจไม่สงบก็ยิ่งโลภยิ่งอยากมากขึ้น พอใจสงบความโลภความอยากก็จะหายไป

ปัญหาของพวกเราอยู่ที่ใจไม่สงบ ที่เกิดจากความโลภความอยากความโกรธความหลง ต้องใช้ธรรมะคือทานศีลภาวนาเป็นเครื่องมือ ศัตรูของเราก็คือกิเลสตัณหานี้เอง คือความโลภความอยากความโกรธความหลง อาวุธหรือเครื่องมือของพวกเราก็คือทานศีลภาวนา ฉันทะวิริยะจิตตะวิมังสาก็เป็นเครื่องมือ ศรัทธาวิริยะสติสมาธิปัญญาก็เป็นเครื่องมือ มรรค ๘ ก็เป็นเครื่องมือ เพื่อรักษาใจให้อยู่อย่างปกติสุข ปล่อยวางทุกอย่างได้ ไม่อยากได้อะไร ไม่อยากมีอะไร ไม่อยากเป็นอะไร.

กัณฑ์ที่ ๔๑๐ วันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๕๓ (จุลธรรมนำใจ ๒๑)

“ธรรมที่ไม่เสื่อม”

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต