สัญลักษณ์ของกิเลส

มีคนชอบถามว่าจะรู้ได้อย่างไรว่าเราปฏิบัติก้าวหน้าหรือไม่ ให้ดูที่ผมนะ สังเกตดู ถ้าก้าวหน้า ผมมันจะสั้นลงไปเรื่อยๆ สั้นลงไปเรื่อยๆ พวกผมยาวๆนี้ แสดงว่าไม่ก้าวหน้า ยังก้าวหลังอยู่ เห็นไหมดูพวกที่เขาเจริญก้าวหน้า ผมเขาสั้นลง ลองสังเกตดู ผมเป็นตัววัดที่ดี เพราะผมนี้เป็นตัวอัตตาตัวตน รักตัวก็รักนี่แหละ ใช่ไหม ถ้าผมไม่สวยนี้รู้สึกว่าตัวไม่สวยตาม ต้องดัดมันต้องแต่งมัน ต้องหวีต้องอะไรสัญลักษณ์ของกิเลสก็คือผมนี่เอง พระพุทธเจ้าถึงบอกให้โกนหัว อยากจะตัดกิเลสก็ต้องโกนหัว

ใครอยู่ใกล้ลำโพงช่วยปิดมือถือ เดี๋ยวสัญญาณจะรบกวนคลื่น

สัญญาณนี้ก็เหมือนจิตใจเรานี่แหละ พวกเรามีจิตใจ ไอ้พวกนี่มันก็มีสัญญาณ เรามองเห็นสัญญาณไหม มองไม่เห็นใช่ไหม นี่มันส่งจากนี้ไป เข้าตัวนี้ออกตัวนี้มาเป็นเสียงใจเราก็เข้ามาตัวนี้ แล้วก็ออกมาทางปากเป็นเสียงเหมือนกัน ใจเราก็มองไม่เห็น ใจเราไม่ใช่ร่างกาย เหมือนกับสัญญาณไม่ใช่ตัวไมโครโฟน ตัวไมโครโฟนเป็นตัวส่งสัญญาณ ใจของพวกเราเป็นเหมือนกันทุกคน ไม่ตายเหมือนกันทุกคน คิดได้เหมือนกัน คิดได้มีความรู้สึกเหมือนกัน มีความสุขมีความทุกข์เหมือนกัน เสียงนี้เราก็มองไม่เห็นด้วยตาต้องฟังด้วยหู หูนี้ก็ดูภาพไม่ได้ต้องดูด้วยตา ของแต่ละอย่างมันก็มีคุณสมบัติที่แตกต่างกันไป ใจของเราก็ต้องมองด้วยธรรม มองด้วยการภาวนา ถ้าไม่ภาวนาเราก็จะไม่เห็นใจ ถ้าเราไม่เห็นใจเราก็ไม่รู้จักวิธีที่จะรักษาใจว่า ทำอย่างไรทำให้ใจเราเป็นสุข ทำอย่างไรให้ใจเราไม่ทุกข์ เราต้องศึกษาธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้า เพราะคำสอนของพระพุทธเจ้านี้จะสอนวิธีรักษาใจไม่ให้ทุกข์สอนวิธีทำใจให้สุข

ตอนนี้เราทำใจของเราให้ทุกข์กันมากกว่าทำใจให้สุข เพราะเราไม่รู้จักธรรมะ วิธีที่ทำใจให้สุขตลอดเวลา เราจึงต้องศึกษาพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ศึกษาวิธีทำใจของเราให้มีความสุข พอใจเรามีความสุข เราก็จะสบายหมดปัญหา ทุกวันนี้ปัญหาของพวกเราก็อยู่ที่ใจไม่สุขนั่นเอง ใจยังทุกข์อยู่เรื่อยๆ ไม่ว่าจะมีมากหรือมีน้อยไม่ว่าจะสูงหรือจะต่ำ ไม่ว่าจะรวยหรือจะจนใจก็ยังมีความทุกข์อยู่ เพราะไม่มีธรรมะ คำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นผู้ที่จะมาสอนใจให้รู้จักวิธีทำใจให้สุข ทำใจให้ไม่ทุกข์

ดังนั้นเราต้องศึกษาพระธรรมคำสอนอยู่เรื่อยๆ พระพุทธเจ้าจึงต้องทรงบัญญัติวันธัมมัสสวนะขึ้นมา คือทุกวันขึ้นแรม ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำหรือ ๑๔ ค่ำในบางเดือน ให้เป็นวันที่เรามาฟังเทศน์ฟังธรรมกัน สมัยก่อนต้องฟังเทศน์ฟังธรรมกันเพราะสมัยก่อนคนไม่มีการเรียนหนังสือกัน ไม่มีหนังสือให้อ่าน เรียนไม่เป็นเขียนไม่เป็นต้องสื่อสารกันด้วยวาจาคือการพูดกับการฟัง แต่สมัยปัจจุบันนี้เรามีวิธีสื่อสารเพิ่มขึ้นอีก คือมีวิธีใช้ภาษาใช้ตัวอักษรตัวหนังสือ วันฟังเทศน์ฟังธรรมก็อาจจะกลายเป็นวันศึกษาธรรมะก็ได้ อ่านหนังสือธรรมะกัน อ่านเพื่อให้รู้จักวิธีทำใจเราให้มีแต่ความสุข รู้จักวิธีกำจัดความทุกข์ทั้งหลายให้เกิดขึ้นให้ดับไปและป้องกันไม่ให้ความทุกข์ต่างๆ กลับคืนขึ้นมาอีก

ธรรมะที่พระพุทธเจ้าทรงสอนนี้เป็นธรรมะที่พระพุทธเจ้าได้ทรงพิสูจน์มาแล้วถ้าเป็นเหมือนทองคำก็ได้ไปพิสูจน์แล้วว่าเป็นทองแท้เป็นของแท้ไม่ใช่ของปลอม การศึกษาเป็นขั้นต้นของการเข้าสู่วิธีการปฏิบัติที่ถูกต้อง ถ้าไม่ศึกษาก็จะไม่รู้จักวิธีการที่ถูกต้อง ก็จะปฏิบัติแบบไม่ถูกผลก็จะไม่เกิด แทนที่จะเกิดความสุขก็กลับจะเกิดความทุกข์ขึ้นมา

วิธีจะทำใจให้สุขก็คือให้รักษาศีล ให้ภาวนา การทำทานนี้ก็ให้ทำในส่วนที่เรามีอยู่ ในส่วนที่เรามีมากเกินไป ในส่วนที่เราไม่จำเป็นจะต้องใช้หรือว่าในส่วนที่เราจะเอาไปใช้ในทางที่ทำให้เกิดความทุกข์ใจขึ้นมา ที่ให้ทำทานก็ทำตรงนี้โดยเฉพาะส่วนที่จะทำให้เราเกิดความทุกข์ใจขึ้นมา.

ธรรมะบนเขา สนทนาธรรม วันพระที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๗