ฝึกเจ็บฝึกตายไว้ ต่อไปอะไรเกิดขึ้นก็ไม่หวั่นไหว

ถาม : แต่เวทนาความรู้สึกยังมีอยู่ใช่ไหมครับ

พระอาจารย์ : มี แต่ถ้าเราฝึกไปเรื่อยๆ ต่อไปเวทนานั้นจะไม่มี เพราะเกิดปัญญาขึ้นมาว่า เมื่อเราทำกรรมอันใดไว้ เมื่อวิบากมันเกิดขึ้น เราก็อย่าไปหนีมัน อย่าไปกลัวมัน อย่างมากก็แค่ตาย คนเราทุกคนเกิดมาแล้วก็ต้องตาย ถ้าเราไม่กลัวตาย ไม่กลัวเจ็บแล้ว ไม่มีปัญหาอะไร เราสามารถเผชิญกับทุกสิ่งทุกอย่างได้ เพราะเราทุกคนเกิดมาแล้วก็ต้องเจ็บ ต้องตายกันอยู่ดี ถ้าเราฝึกเจ็บฝึกตายไว้ก่อนแล้ว ต่อไปอะไรเกิดขึ้นเราก็ไม่หวั่นไหว สังขารที่จะปรุงเป็นตัณหาก็จะไม่มี วิภวตัณหาก็จะไม่มี จะหนีจากสภาพต่างๆไป ก็ไม่มี เช่นเดินไปเจอสัตว์ เจองูอะไรอย่างนี้ แทนที่จะวิ่งหนี ก็จะอยู่เฉยๆ ทำจิตให้นิ่งแล้วก็ปลงว่า ถ้าเป็นเวรเป็นกรรมกันมา เคยทำอะไรเขา เขาจะมากัดให้เราตาย มันก็จบ เพราะชีวิตของเราก็ไม่ได้หวังอะไรจากในโลกนี้แล้ว เรารู้แล้วว่าเอาอะไรไปก็ไม่ได้ แต่สิ่งที่เอาไปได้ก็คือใจที่สงบ ใจที่นิ่ง อันนี้เท่านั้นแหละที่สำคัญที่สุด

ถ้าปฏิบัติจนพบกับความสงบ จะไม่สนใจกับอะไรเลย จะเห็นคุณค่าของใจ ยิ่งกว่าสิ่งต่างๆในโลกนี้ ที่พวกเราหวงแหนกัน เราไม่รู้หรอกว่า สิ่งต่างๆที่เราหวงแหนกันนี้ เป็นตัวสร้างความวุ่นวายใจให้กับเรา เพราะเราไม่ได้ปฏิบัติธรรมกัน ไม่เคยเจอจิตที่สงบ ที่ปล่อยวาง เวลาจิตสงบในขณะที่นั่งสมาธินี้ มันปล่อยหมดทุกอย่างชั่วคราว บ้านช่อง ทรัพย์สมบัติ ลูกเต้า สามี ภรรยา มันไม่ได้อยู่ในจิตเลย จิตมันสะอาด ถ้าเป็นกระดานดำก็เป็นกระดานที่อาจารย์ได้ลบสิ่งที่ได้ขีดเขียนออกหมดแล้ว มีแต่กระดานว่างๆ จิตจึงไม่มีอารมณ์หลงเหลืออยู่เลย แต่ถ้ามีใครเขียนหรือวาดรูปการ์ตูน ที่สวยงามหรือไม่สวยงามก็จะเกิดอารมณ์ตามมา ถ้าสวยงามก็มีความสุข ถ้าไม่สวยไม่งาม ก็เกิดความทุกข์ขึ้นมา ใจของเราก็เป็นอย่างนี้ ทุกขณะจะไปรับเอาเรื่องต่างๆเข้ามา ผ่านทางทวารทั้ง ๕ คือตา หู จมูก ลิ้น กาย พอเข้ามาแล้ววิญญาณก็รับทราบ สัญญาก็แปลความหมาย สังขารก็ปรุง เวทนาก็ปรากฏขึ้นมาเป็นสุข เป็นทุกข์ สังขารก็ว่าไปตามนิสัยเดิม ถ้าสุขก็วิ่งเข้าหา ถ้าทุกข์ก็พยายามวิ่งหนี หรือพยายามแก้ให้ทุกข์ดับไป

แต่เราไม่ได้แก้ถูกจุด ไปแก้ข้างนอกแทนที่จะแก้ข้างใน เช่นเราเห็นคนที่เราไม่ชอบ ก็ไปตีเขาให้ตายไปเลย อย่างนี้ไม่ใช่วิธีแก้ที่ถูก ต้องแก้ที่ใจด้วยสติด้วยปัญญา ทำใจให้เป็นอุเบกขา ทำใจให้สู้กับทุกสภาพ ใจก็จะนิ่ง ความทุกข์ในใจก็ดับไป นี่คือเหตุที่ต้องเจริญสติในสติปัฏฐาน ๔ คือฝึกให้มีสติ อย่าไปโต้ตอบกับสิ่งต่างๆที่เราเห็น เราได้ยินได้ฟัง เพียงแต่รับรู้ว่าเป็นรูป เป็นภาพ เป็นเสียง เป็นกลิ่น เป็นรส เป็นสักแต่ว่ารูป สักแต่ว่าสียง อย่าไปปรุงแต่ง อย่าให้เกิดสัญญาว่าน่ารักหรือน่าชัง ถ้ามีก็ต้องแก้ไขให้เห็นว่า ถึงแม้คนๆนี้จะไม่ดีกับเรา เขาก็เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาเหมือนกัน คนที่ดีกับเรา ก็เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาเหมือนกัน ความจริงแล้วเราน่าจะมองคนทั้ง ๒ แบบ ที่ดีและไม่ดีว่าเป็นเหมือนๆกัน ถ้ามองเข้าไปถึงธรรมชาติที่แท้จริงของเขาในความเป็นไตรลักษณ์ คนที่เรารักก็เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เวลาเขาตายไปเราก็เสียใจ คนที่เราเกลียด อยากให้เขาตาย ก็เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาเหมือนกัน ไม่ต้องไปอยาก เดี๋ยวเขาก็ตายไปเอง

นี่ก็คือปัญญาที่เกิดจากการเจริญสติปัฏฐาน ท่านให้เจริญที่ร่างกายก่อนคือรูป ส่วนเวทนาจิตธรรมค่อยตามมาทีหลัง นี่คือความหมายของการตั้งสติ รูปก็ให้ศึกษาจนเข้าใจในทุกส่วน เช่นให้พิจารณาดูอาการ ๓๒ ว่าไม่มีตัวไม่มีตน มีแต่อาการต่างๆ มีผม มีขน มีฟัน มีหนัง มีกระดูก แล้วก็ไม่ใช่เป็นสิ่งที่สวยงาม มีสิ่งที่ไม่งามอยู่ภายใต้ผิวหนังที่เรามองไม่เห็นกัน แต่สามารถมองเห็นได้ด้วยปัญญาถ้าพิจารณาอยู่เรื่อยๆ พิจารณาเข้าไปดูโครงกระดูกที่อยู่ภายใต้ผิวหนัง ดูอวัยวะต่างๆ ถ้าดูไม่ออก นึกไม่ออก ก็ต้องอาศัยการไปเยี่ยมป่าช้า อย่างสมัยโบราณเขาก็ไปเยี่ยมป่าช้า ไปดูคนตาย หรือสมัยนี้มีหนังสือที่ถ่ายมาให้ดู มีภาพวาดให้เราดู เราก็ดู แล้วก็เอามาเจริญอยู่เรื่อยๆ ให้จำได้ จนฝังอยู่ในใจเลย พออยู่ในใจแล้ว เวลามองใคร ก็จะมองทะลุเข้าไปในหนังเลย เราก็จะไม่หลง ไม่อยากไปมีความผูกพัน ไม่อยากเอามาครอบครอง เพราะไม่ได้สวยงามอย่างที่เห็น คนเรามีความแตกต่างกันภายนอก แต่ภายในเหมือนกันหมด มีอาการ ๓๒ เท่าๆกัน นี่คือการศึกษาพิจารณารูปด้วยสติ ให้เห็นความจริงของรูปอยู่ตลอดเวลา.

กัณฑ์ที่ ๒๓๐ วันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๘ (จุลธรรมนำใจ ๒)

“ศาสนาสอนให้เห็นความจริง”

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต