สติ

ธรรมที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการปฏิบัติเพื่อการดับทุกข์ เพื่อความหลุดพ้นจากกองทุกข์ทั้งหลาย เพื่อการอยู่ด้วยความสงบสุข เพื่อการทำลายกิเลสตัณหาทั้งหลาย ไม่มีธรรมอันใดที่สำคัญเท่ากับสติ พระพุทธเจ้าทรงเปรียบเทียบสติเป็นเหมือนกับรอยเท้าช้าง รอยเท้าช้างจะใหญ่กว่ารอยเท้าของสัตว์อื่นๆทั้งหมด สามารถครอบรอยเท้าของสัตว์ทั้งหลายได้ฉันใด สติก็เป็นธรรมที่ยิ่งใหญ่กว่าธรรมทั้งหลาย เพราะว่าเป็นธรรมที่จะทำให้ธรรมอย่างอื่นเกิดขึ้นมาได้ ถ้าไม่มีสติแล้วธรรมอย่างอื่น เช่น ทานก็ดี ศีลก็ดี สมาธิก็ดี ปัญญาก็ดี วิมุตติการหลุดพ้น หรือนิโรธความดับทุกข์ ก็จะไม่ปรากฏขึ้นมาเพราะไม่มีสติ ซึ่งเป็นผู้นำให้ธรรมเหล่านี้เกิดขึ้นมา พระพุทธเจ้าจึงได้ทรงแสดงไว้ว่า สติเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง จำเป็นทุกกรณี ต้องมีสติทุกกรณีที่มีการเคลื่อนไหว ทาง กาย วาจา ใจ ต้องมีสติเป็นผู้คอยดูแลการเคลื่อนไหวของกาย วาจา ใจ ถ้าไม่มีสติแล้วการเคลื่อนไหวทางกาย วาจา ใจ จะทำให้เกิดโทษกับกาย วาจา ใจได้ แต่ถ้ามีสติคอยดูแลการเคลื่อนไหวแล้ว การเคลื่อนไหวย่อมเป็นไปได้ด้วยดี
จะสังเกตได้เวลาที่ไม่มีสติ เช่นขณะที่เสพสุรายาเมาเข้าไป จะไม่มีสติควบคุมกาย วาจา ใจ การเคลื่อนไหวหรือการแสดงออก ทางกาย ทางวาจา จะไม่น่าดู ไม่น่าฟัง คนที่เมาสุรามักจะสร้างโทษให้กับผู้อื่นและตนเอง ถ้าไปขับรถยนต์ก็ไม่สามารถควบคุมรถยนต์ที่ตนเองขับได้ ก็จะประสบกับอุบัติเหตุ ทำให้เกิดความเสียหายทั้งกับผู้อื่นและกับตนเอง ต่างกับคนที่ไม่เมาสุรา จะมีสติ การขับรถย่อมเป็นไปได้ด้วยความปลอดภัย เพราะสามารถควบคุมการกระทำ ทางกาย ทางวาจา และทางใจได้ ต่างกับคนที่เสพสุรายาเมาเข้าไปแล้ว จะไม่สามารถควบคุมได้ เพราะว่าสติไม่มีเสียแล้ว หรือมีก็น้อยมาก ไม่พอกับการที่จะควบคุมการเคลื่อนไหวของกาย วาจา ใจได้ นี่เป็นตัวอย่างของการมีสติและการไม่มีสติ เป็นสภาพทั่วๆไปในชีวิตของคนเรา

แต่สติที่จะพูดถึงนี้หมายถึงสติในการปฏิบัติธรรม จะต้องมีมากกว่าสติที่มีอยู่ตามปกติ สติที่มีอยู่ตามปกติยังไม่เพียงพอกับการปฏิบัติธรรม เพราะต้องมีสติอย่างต่อเนื่อง มีอยู่ตลอดเวลา ตั้งแต่ตื่นขึ้นมาจนกระทั่งหลับไป คำว่ามีสติเป็นอย่างไร ก็ให้มีการระลึกรู้อยู่กับการเคลื่อนไหวของกาย วาจา ใจนั่นเอง เช่นขณะนี้ร่างกายของเรากำลังเคลื่อนไหวอยู่อย่างไร ให้มีสติรู้อยู่กับการเคลื่อนไหวนั้นๆ เวลายืนก็ให้รู้ว่ากำลังยืนอยู่ เวลานั่งก็ให้รู้ว่ากำลังนั่งอยู่ เวลาเดินก็ให้รู้ว่ากำลังเดินอยู่ เวลานอนก็ให้รู้ว่ากำลังนอนอยู่ ไม่ใช่เดินไปแล้วใจก็ลอยไปคิดไปถึงเรื่องโน้นเรื่องนี้ ไม่ได้อยู่กับการเดินเหินของร่างกาย เวลาร่างกายเดินไปสะดุดอะไร หรือเดินไปเหยียบอะไรเข้าก็ไม่รู้ หลบหลีกไม่ได้เพราะไม่มีสติการระลึกรู้คอยดูแลอยู่ เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว ก็จะทำให้เกิดโทษขึ้นมาได้

แต่ถ้ามีสติอยู่กับการเคลื่อนไหวของกายอยู่เรื่อยๆ อยู่ตลอดเวลา จะเป็นวิธีฝึกหัดให้มีสติอยู่อย่างต่อเนื่อง ตลอดเวลาที่ตื่น การมีสติมีคุณอย่างยิ่ง เพราะถ้ามีสติแล้วจะรู้ถึงการเคลื่อนไหวของกาย วาจา ใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเคลื่อนไหวของใจ เพราะใจเป็นต้นเหตุของการเคลื่อนไหวของกายและวาจา ถ้ามีสติจะรู้ว่าขณะนี้กำลังคิดอะไรอยู่ คิดดีหรือคิดไม่ดีอย่างไร ก็จะรู้ ถ้ารู้ว่าเป็นการคิดที่ไม่ดี ก็จะสามารถระงับได้ เช่นสมมุติว่า คิดจะไปดื่มสุรา ถ้ามีสติอยู่ ก็จะรู้ว่ากำลังจะไปทำสิ่งไม่ดี เมื่อทำไปแล้วจะเกิดโทษทั้งกับตัวเราและผู้อื่น ก็ระงับความคิดนั้นเสีย เมื่อระงับความคิดนั้นได้ การกระทำที่จะตามมาย่อมไม่ปรากฏขึ้นมา เป็นเพราะว่ามีสติคอยควบคุมดูแลใจอยู่ ใจคิดไปทางไหนต้องรู้ทัน ถ้ารู้ทันก็ระงับได้ นี่เป็นการทำงานของสติ

นอกจากจะดูแลใจแล้ว สติยังเป็นตัวที่จะควบคุมให้ใจมีความสงบสุขได้ด้วย คือถ้ากำหนดให้ใจระลึกรู้อยู่กับอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งที่เป็นอารมณ์แห่งความสงบ เช่นอานาปานสติ การระลึกรู้ลมหายใจเข้าออก จะทำในกรณีที่ไม่มีงานการอย่างอื่นทำ เวลาไม่มีความจำเป็นจะต้องไปทำอะไร มีเวลาว่าง ก็หาที่สงบสักแห่งหนึ่ง ถ้าไปตามป่าตามเขา หรือตามวัดไม่ได้ อยู่ที่บ้านก็หาห้องที่สงบ ไม่มีใครมารบกวน นั่งขัดสมาธิ ตั้งตัวให้ตรงแต่ไม่ต้องเกร็ง แล้วก็หลับตา กำหนดดูลมหายใจเข้าออก หายใจเข้าก็รู้ หายใจออกก็รู้ อย่างนี้เรียกว่าอานาปานสติ รู้การเข้าออกของลมหายใจ และต้องรู้อย่างต่อเนื่อง ไม่ให้ใจไปคิดอย่างอื่น ขณะที่หายใจเข้าก็รู้ว่าหายใจเข้า ใจก็อย่าไปคิดถึงเรื่องอื่น เรื่องที่อยู่ใกล้หรือไกล เรื่องที่เกิดขึ้นแล้วในอดีตก็ดี หรือเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้นมาในอนาคตก็ดี อย่าให้ใจลอยไปหาสิ่งเหล่านั้น ถ้าลอยไปแล้วก็แสดงว่าเผลอสติ ถ้าเผลอสติก็จะไม่สามารถทำใจให้สงบได้ ใจจะสงบได้ ใจจะต้องเป็นหนึ่ง ใจจะต้องเป็นปัจจุบัน ใจจะต้องอยู่ที่นี่เดี๋ยวนี้ ไม่ได้อยู่กับเรื่องราวอะไรต่างๆ ให้อยู่กับลมเท่านั้น ถ้าสามารถมีสติรู้อยู่กับลมหายใจได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ช้าก็เร็วจิตก็จะรวมลงเข้าสู่ความสงบ เรียกว่าเป็นสมาธิ

ความสงบของใจเป็นได้ ๓ ลักษณะด้วยกัน คือ ๑. รวมลงเข้าสู่ความสงบชั่วขณะหนึ่งแล้วก็ถอนออกมา ในขณะที่รวมลงนั้น ถึงแม้ว่าเป็นเพียงชั่วขณะเดียว แต่เป็นความสงบที่มีความสุข เป็นความแปลกประหลาดมหัศจรรย์ใจที่ไม่เคยพบมาก่อน เพราะเป็นความรู้สึกที่เบา สบาย โล่งอกโล่งใจ เรื่องราวต่างๆนานา จะไม่มีอยู่ในใจในขณะนั้น ในขณะนั้นใจเป็นหนึ่ง เรียกว่าเอกัคคตา สักแต่ว่ารู้อยู่อย่างเดียว รู้อยู่กับรู้เท่านั้นเอง จะอยู่ได้นานหรือไม่นานแค่ไหน ก็สุดแท้แต่เหตุที่จะทำให้ใจอยู่ในสภาพนั้น ถ้าอยู่ได้ชั่วขณะหนึ่งแล้วถอนออกมา เรียกว่า ขณิกสมาธิ ๒. ถ้าอยู่ได้นานเป็นเวลาหลายชั่วโมง เรียกว่า อัปปนาสมาธิ ตั้งอยู่ได้แนบแน่นและอยู่ได้นาน สมาธิทั้ง ๒ แบบนี้เป็นสมาธิที่จะให้ความสดชื่นเบิกบาน อิ่มหนำสำราญใจ จะให้พลังกับใจ เมื่อถอนออกมาจากสมาธินั้นแล้ว ใจยังจะมีความรู้สึกเย็นสบาย จะเป็นใจที่ไม่ลอยไปตามอารมณ์ต่างๆได้ง่าย เวลามีอารมณ์อะไรมากระทบ ก็จะไม่ไหลไปตามอารมณ์นั้นๆ จะเป็นเหมือนกับหิน มีความหนักแน่น อารมณ์อะไรเข้ามา อคติอะไรเข้ามา เช่น รัก ชัง หลง กลัว ก็จะไม่สามารถมาเขย่าใจได้ ต่างกับใจที่ไม่มีสมาธิ ไม่มีความตั้งมั่น เวลามีอารมณ์อะไรมากระทบก็จะหวั่นไหวตามไปได้ง่าย ๓. ถ้ารวมลงเข้าสู่ความสงบแล้วไม่ตั้งอยู่ในความสงบนั้น แต่กลับถอยออกมาเล็กน้อยแล้วออกไปรับรู้เรื่องราวต่างๆ ที่เกี่ยวกับตนเองก็ดี หรือเกี่ยวกับบุคคลอื่นๆก็ดี ในกาลสถานที่ต่างๆ สมาธิแบบนี้ทางสายพระป่า พระปฏิบัติ เรียกว่า อุปจารสมาธิ เป็นสมาธิที่ไม่สนับสนุนการเจริญวิปัสสนาปัญญา เพราะจะไม่ให้ความสดชื่นเบิกบาน อิ่มหนำสำราญใจ ให้พลังกับใจ เมื่อถอนออกมาจากสมาธินั้นแล้ว แม้จะอยู่ในสมาธินั้นนานเป็นชั่วโมงก็ตาม ใจจะลอยไปตามอารมณ์ต่างๆได้ง่ายเหมือนเดิม เหมือนกับไม่เคยนั่งสมาธิมาก่อน

ผู้ปฎิบัติเพื่อปัญญา เพื่อวิมุตติ การหลุดพ้นจากทุกข์ จึงต้องระมัดระวังกับสมาธิประเภทนี้ ถ้าจิตจะออกไปเที่ยว ก็ควรดึงกลับเข้ามาสู่อารมณ์ของความสงบ เช่น อานาปานสติเป็นต้น เพื่อให้จิตเข้าสู่ความสงบของ ขณิกสมาธิ หรือ อัปปนาสมาธิ เพื่อเป็นบาทฐานของการเจริญวิปัสสนาปัญญาต่อไป”

กัณฑ์ที่ ๑๐๑ วันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕ (กำลังใจ ๖)

“สติ”

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต