ความสงบเป็นประโยชน์ต่อจิตใจ

สิ่งที่เป็นประโยชน์กับชีวิตจิตใจ ก็คือความสงบ แต่พวกเราไม่รู้กันว่าความสงบนี้ เป็นสิ่งที่มีคุณมีประโยชน์กับจิตใจ เพราะความสงบนี้เป็นความสุขที่เหนือกว่าความสุขทั้งหลายในโลกนี้

ถ้าไม่มีพระพุทธศาสนาไม่มีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ มาเผยแผ่ความจริงอันนี้ พวกเราก็จะไม่ได้รู้กัน และจากนั้นจะไม่ได้พบกับความสุขที่เลิศที่ประเสริฐนี้กัน พวกเราก็จะเป็นเหมือนกับพวกที่ไม่รู้จักพระพุทธศาสนาที่จะหาความสุขจากสิ่งต่างๆ ทั้งหลายในโลกนี้ เช่นหาความสุขจากลาภ ยศ สรรเสริญ หาความสุขจากรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ ซึ่งเป็นความสุขชั่วคราว เป็นความสุขประเดี๋ยวประด๋า

แล้วก็เป็นความสุขที่เพิ่มความอยากให้อยากได้มากเพิ่มขึ้นไป เพราะว่าเป็นความสุขที่ไม่ให้ความอิ่มความพอ ต้องคอยเติมอยู่เรื่อยๆ เหมือนกับอาหารที่เรารับประทาน เราต้องรับประทานอยู่เรื่อยๆให้ความอิ่มความพอ เพียงไม่กี่ชั่วโมงแล้วก็ต้องรับประทานอีก ถ้าไม่ได้รับประทานก็จะมีความหิว ความทุกข์ ความสุขทางใจที่เราได้จากการได้ ลาภ ยศ สรรเสริญ จากการที่ได้เสพรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ ชนิดต่างๆก็เป็นอย่างนั้น

เวลาเราได้เสพได้สัมผัสเราจะมีความรู้สึกสุข มีความสบายใจ พอหลังจากนั้นไม่นาน ผ่านไปความสุขอันนั้นก็จะจางหายไป แล้วก็จะเกิดความหิว เกิดความอยากที่จะได้เสพอีก เช่นได้เงินมาก้อนหนึ่ง อีกวันสองวันก็อยากจะได้อีกก้อนหนึ่ง แล้วอยากจะได้ก้อนใหญ่กว่าก้อนเดิม เคยได้ร้อยหนึ่งก็อยากจะได้มากกว่านั้น ถ้าได้น้อยกว่านั้นก็จะไม่พอใจ เช่นเราเคยได้รับเงินจากคนเขาให้มาครั้งละร้อยบาท พอครั้งที่สองเขาให้น้อยกว่าร้อยบาทเราก็จะไม่พอใจ ไม่อิ่มใจ แล้วถ้าให้ร้อยบาทก็จะไม่รู้สึกดีอกดีใจ จะรู้สึกเฉยๆ แต่ถ้าให้สองร้อยบาทจึงจะดีอกดีใจ พอครั้งต่อไปถ้าให้น้อยกว่าสองร้อยบาทก็ไม่พอใจ ให้สองร้อยบาทก็รู้สึกเฉยๆ ต้องให้มากกว่าสองร้อยบาทถึงจะรู้สึกดีใจ

นี่คือความสุขที่เราจะได้รับจากสิ่งต่างๆในโลกนี้ ได้รับมามากน้อยเพียงไรก็จะไม่มีวันอิ่มไม่มีวันพอ ยังมีความหิว มีความอยากความต้องการอยู่ไปเรื่อยๆ ความสุขเหล่านี้จึงเป็นความสุขปลอม เป็นความทุกข์ในรูปแบบของความสุข เป็นความทุกข์ที่หลอก หลอกเราให้หลงคิดว่าเป็นความสุข แต่ความสุขที่เราจะได้รับจากความสงบนี้ จะเป็นความสุขที่จะให้เราเกิดความอิ่มเกิดความพอขึ้นมา ได้แล้วจะไม่หิวไม่อยากได้อะไร เพียงแต่ว่าในเบื้องต้นความสุขที่เราได้จากความสงบ ยังเป็นส่วนย่อยส่วนน้อยและยังมีไม่มาก และถ้าเราไม่ทำต่อมันก็จะจางหายไปได้เหมือนกัน แต่ถ้าเราทำต่อ ทำอยู่เรื่อยๆเติมอยู่เรื่อยๆ ความสุขที่เกิดจากความสงบนี้ก็จะมีเพิ่มมากขึ้นไปเรื่อยๆ และจะอยู่นานกับใจเราไปเรื่อยๆจนถึงขั้นที่จะอยู่กับเราไปตลอด ถ้าเราสามารถสร้างความสุขสร้างเหตุ ที่จะทำให้เกิดความสุขที่ถาวรได้ ความสุขที่เราจะได้รับจากความสงบของใจนี้ก็มีเป็นขั้นๆ

ขั้นต้นก็คือทาน เวลาให้ทานเสียสละสิ่งของหรือประโยชน์สุขของตน ให้แก่ผู้อื่นก็จะทำให้เกิดความสุขใจ อิ่มใจขึ้นมาในระดับหนึ่ง แล้วถ้าเราขยับขึ้นไปขั้นที่สอง คือรักษาศีลได้ไม่ทำบาปไม่สร้างความเดือดร้อน ให้แก่ผู้อื่นได้ เราก็จะได้รับความสงบที่มากเพิ่มขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง แล้วพอเราได้ความสงบจากขั้นทานขั้นศีลแล้ว เราก็จะสามารถก้าวเข้าสู่ความสงบของขั้นภาวนาได้

คือเราจะสามารถทำใจให้สงบได้ คือมีเวลาทำใจให้สงบเพราะว่าเราได้ดึงเวลาที่เราเคยเอาไปใช้ กับการหาเงินหาทองหาความสุขทางลาภ ยศ สรรเสริญ ทางรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ เราเอาเวลาที่เราไปหาเงินหาทองเพื่อมาซื้อความสุขต่างๆเราเอามา ใช้กับการทำทานแทน เช่น เรามีเงินทอง แทนที่เราจะเอาเงินไปเที่ยวไปซื้อของฟุ่มเฟือยที่ไม่จำเป็นจะต้องมี เราเอาเงินนั้นมาทำบุญให้ทาน ก็จะทำให้เกิดความสุขใจเกิดความอิ่มใจขึ้นมา ก็จะทำให้เราไม่อยากจะต้องไปเที่ยว ไปซื้อข้าวของฟุ่มเฟือยต่างๆ เราก็ไม่จำเป็นจะต้องใช้เงินใช้ทอง เราก็ไม่ต้องไปหาเงินหาทอง เพราะถ้าไม่ใช้เงินใช้ทองก็ไม่ต้องหาเงินหาทอง

การทำทานนี้ ก็เพื่อเป็นการตัดการใช้เงินใช้ทองไปกับการซื้อความสุขต่างๆ ที่จะทำให้เกิดความหิว เกิดความอยากเพิ่ม อยากจะใช้เงินเพิ่มมากขึ้นไปเรื่อยๆก็จะต้องไปหาเงินมาใช้ให้มากขึ้นไปเรื่อยๆ ถ้ายังหมกมุ่นอยู่กับการหาเงินกับการใช้เงินอยู่ ก็จะไม่สามารถที่จะมาทำใจให้สงบได้จากการไม่ทำบาป ไม่เบียดเบียน ไม่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่น

การไปหาเงินหาทองนี้ก็เป็นเหตุที่จะทำให้เราไปทำบาปกันเวลาที่หาไม่ได้โดยวิธีที่ไม่ทำบาป ถ้ายังอยาก มีความอยากที่จะได้เงินทองมาหรือได้สิ่งต่างๆมา ก็จะทำบาป เพราะว่าเวลาเกิดความอยากแล้ว มันรู้สึกทุกข์ทรมานใจถ้าไม่ได้สิ่งที่ตนเองอยากได้ ถ้าไม่ได้ด้วยความสุจริตก็ต้องเอาด้วยความทุจริต อันนี้ก็จะทำให้ไม่สามารถก้าวผ่านขึ้นสู่ความสงบขั้นที่สองคือศีลได้ ถ้ายังไม่ผ่านความสงบขั้นที่หนึ่งคือการทำทาน การทำทานก็คือต้องหยุดใช้เงิน แล้วเอาเงินที่เราจะไปใช้ซื้อความสุขต่างๆนี้มาทำบุญให้ทาน เพราะจะทำให้ใจเรามีความสุขมีความอิ่มพอ ที่จะทำให้เราหยุดความอยากที่จะไปหาความสุขทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ได้ เช่น ออกไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ถ้าเราทำบุญอยู่เรื่อยๆใจเราจะมีความอิ่ม มีความพอ อยูที่บ้านเฉยๆได้ ไม่รู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจ

การที่เราอยู่บ้านไม่ได้ ก็เพราะว่าใจเราไม่มีความสงบที่เกิดจากการทำทานนี้เอง ก็อยากจะออกไปหาความสุขภายนอกบ้าน เวลาออกไปนอกบ้านก็ต้องใช้เงินใช้ทอง เมื่อใช้เงินใช้ทองก็ต้องไปหาเงินหาทองก็จะไม่มีเวลาที่จะมาทำบุญขั้นที่สอง ขั้นที่สามหรือ ขั้นที่หนึ่งได้ หาความสงบหาความสุขจากการทำทาน จากการรักษาศีล จากการภาวนาไม่ได้

ดังนั้นเราต้องยุติการใช้เงินใช้ทองซื้อความสุขต่างๆ เอาเงินทองที่เราจะไปซื้อความสุขจากสิ่งต่างๆ มาทำทานเพื่อให้ได้ความสุขที่แท้จริง ให้ใจสงบให้มีความสุขที่เกิดจากการให้ ที่เกิดจากการเสียสละ แล้วก็จะทำให้เรามีจิตเมตตา ทำให้เราไม่มีความอยากถึงกับจะต้องไปทำบาป เพื่อให้ได้สิ่งที่อยากได้มา เพราะเรามีความสุขมีความอิ่มที่ได้จากการทำทาน มาคอยต้านความอยาก ที่อยากจะไปเอาสิ่งนั้นสิ่งนี้ มาด้วยการกระทำบาป เราก็จะสามารถรักษาศีลได้

แล้วเมื่อเรารักษาศีลได้ ใจของเราก็จะมีความสงบเพิ่มมากขึ้น ก็จะทำให้เราสามารถที่จะเจริญสติควบคุมใจ ให้เข้าสู่ความสงบได้อย่างเต็มที่ เราจะต้องมีเวลาด้วย ถ้าเราไม่ต้องไปทำมาหากิน หาเงินหาทอง เพื่อมาซื้อความสุขต่างๆ เราก็จะมีเวลามารักษาศีลมาภาวนาได้อย่างเต็มที่ ถ้าเราทำเราก็อาจจะทำเท่าที่จำเป็น แทนที่จะต้องทำงานอาทิตย์ละ ๕ วัน เราอาจจะทำเพียงอาทิตย์ละวันเดียวก็พอถ้าเราทำเพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง หรือว่าไม่สามารถทำงานแบบอาทิตย์ละวันได้ ต้องทำงานทีหนึ่งอาทิตย์ละ ๕ วันเราก็ทำมันไปสัก ๕ ปี ๑๐ ปี เก็บเงินเอาไว้ พอเรามีเงินทองเหลือกินเหลือใช้แล้วทีนี้เราก็เลิกทำงานได้ เอาเงินทองนี้มาใช้เป็นเครื่องสนับสนุนในการรักษาศีลในการภาวนาของเราได้

หรือถ้าเราออกบวชได้ ถ้าเป็นชายก็ไม่จำเป็นจะต้องใช้เงินใช้ทอง ถ้าเป็นหญิงก็ขึ้นอยู่ว่าไปอยู่ที่ไหนไปอยู่วัดใดแห่งใด ถ้าไปอยู่กับวัดที่มีพระดูแลสนับสนุน ก็ไม่จำเป็นจะต้องมีเงินทองก็อยู่ได้ อยู่แบบนักบวชได้เหมือนกัน นี่แหละคือวิธีการที่จะดึงให้เราได้เข้าสู่ความสงบ เข้าสู่ความสุขที่แท้จริง เราต้องตัดการหาความสุข ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ถ้าเราไม่ตัดเราจะไม่มีเวลาที่จะมาภาวนาได้ เราจะต้องวุ่นกับการหาเงินหาทอง เพื่อที่เราจะได้ใช้เงินทองซื้อความสุขทางตา หู จมูก ลิ้น กาย

ดังนั้นถ้าเราอยากจะปฏิบัติ เราต้องควบคุมความอยากในการหาความสุขทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ในเบื้องต้นก็คือไม่ออกไปเที่ยว ไม่ออกไปซื้อข้าวซื้อของซื้อความสุขต่างๆที่มันไม่จำเป็น แทนที่จะเอาเงินไปซื้อความสุขก็เอาเงินมาทำบุญให้ทานแทนถ้ามีพอที่จะทำได้ ถ้าไม่มีต้องเก็บไว้เพื่อที่จะใช้ในการสนับสนุนในการรักษาศีล ในการภาวนาก็ไม่ต้องทำบุญก็ได้ ไม่ต้องให้ทานก็ได้ แต่ถ้าเราไม่ทำทานเราก็ต้องรักษาศีลและเราก็ต้องภาวนาเลย เพราะว่าเราจะไม่ไปหาความสุขจากภายนอกแล้ว ไม่ออกไปหารูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ เราจะเข้าข้างในหาความสุขภายในใจของเรา เราก็ต้องภาวนา ต้องเจริญสติอย่างต่อเนื่อง เพราะสตินี้เป็นเหมือนเชือก ที่จะดึงใจที่ชอบลอยออกไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ลอยออกไปหารูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะให้ดึงกลับเข้ามาสู่ภายในใจ

ด้วยอุบายของการเจริญสติที่มีหลากหลายวิธีด้วยกัน เช่น พุทธานุสติ ก็คือให้ระลึกถึงพระพุทธเจ้าเช่นระลึกคำว่าพุทโธ พุทโธก็ได้ ถ้าธรรมานุสติ ก็ระลึกถึงพระธรรมคำสอนเช่นฟังเทศน์ ฟังธรรมหรือสวดมนต์ มนต์นี้ก็เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า หรือจะระลึกถึงคำว่า ธัมโม ธัมโมไปก็ได้ สังฆานุสติก็ให้ระลึกถึงพระสงฆ์ พระอริยสงฆ์สาวก จะระลึกด้วยการศึกษาประวัติของพระอริยะสงฆ์สาวกต่างๆเช่น ครูบาอาจารย์ต่างๆ ก็ได้ หรือจะฟังคำสอนของท่านก็ได้ หรือจะบริกรรม สังโฆ สังโฆไปก็ได้

ขอให้เราดึงใจไว้ให้อยู่กับอย่างใดอย่างหนึ่ง อยู่กับพุทโธก็ได้ อยู่กับธัมโมก็ได้ อยู่กับสังโฆก็ได้ หรือจะอยู่กับลมหายใจก็ได้ แต่จะอยู่กับลมหายใจนี้ก็ต้องใช้ขณะที่เวลานั่งเฉยๆ ถ้าเวลาทำภารกิจต่างๆ การดูลมนี้จะยาก ถ้าทำอะไรต่างๆ ก็ใช้กายคตาสติคือดูการเคลื่อนไหวของร่างกาย ไม่ว่าร่างกายกำลังทำอะไรอยู่ ใจต้องจดจ่อเฝ้าดูอยู่ทุกอริยาบถ ทุกขณะของการเคลื่อนไหวไม่ส่งใจไปที่อื่น

ไม่ส่งไปคิดถึงเรื่องนั้นเรื่องนี้ คนนั้นคนนี้ ไม่ว่าจะเป็นอดีตหรืออนาคตก็ตาม ให้ดึงใจให้อยู่ในปัจจุบัน ให้อยู่กับการกระทำของร่างกาย เช่น ร่างกายกำลังอาบน้ำก็อยู่กับการอาบน้ำ กำลังแปรงฟันก็อยู่กับการแปรงฟัน กำลังหวีผมก็อยู่กับการหวีผม กำลังแต่งเนื้อแต่งตัวก็ให้อยู่กับการแต่งเนื้อแต่งตัว ไม่ให้ไปคิดถึงคนนั้นคนนี้ เรื่องนั้นเรื่องนี้ อย่างนี้ถึงเรียกว่ามีสติดึงใจเอาไว้ ไม่ให้ลอยไปหาสิ่งต่างๆ

ถ้าไม่ดึงใจเอาไว้เวลาจะทำใจให้สงบนี้จะทำไม่ได้ เพราะว่าใจไม่ยอมเข้าข้างใน ถ้าไม่เข้าข้างใน ใจก็จะไม่สงบถ้าใจยังรับรู้กับรูปเสียงกลิ่นรส ยังคิดถึงเรื่องนั้นเรื่องนี้ คนนั้นคนนี้อยู่ ใจก็จะไม่มีวันที่จะเข้าสู่ความสงบได้ ถ้าไม่เข้าสู่ความสงบก็จะไม่ได้พบกับความสุขที่สมบูรณ์แบบ ความสงบที่สมบูรณ์แบบ ความสงบที่ได้จากทานที่ได้จากศีลนี้เป็นส่วนย่อยเป็นส่วนน้อย เป็นส่วนที่จะสนับสนุนให้ได้เจริญสติเพื่อให้ได้เข้าสู่ความสุขความสงบที่สมบูรณ์แบบ

ก็คือจิตรวมลงเป็นเอกัคคตารมณ์ สักแต่ว่ารู้ เป็นอุเบกขา ว่างจากความคิดปรุงแต่งต่างๆ บางครั้งก็ว่างจากรูป เสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ ว่างจากร่างกาย หายไปหมดเหลือแต่สักแต่ว่ารู้อยู่ตามลำพัง บางครั้งก็รับรู้กับรูปเสียง กลิ่นรสโผฏฐัพพะอยู่ รับรู้ว่ายังมีร่างกายอยู่ แต่ไม่มีอารมณ์กับรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ ใจจะเป็นอุเบกขาเฉยๆ ร่างกายจะเจ็บตรงนั้น ปวดตรงนี้ จะคันตรงนั้นคันตรงนี้ จะได้ยินเสียงนั้นเสียงนี้ก็จะไม่รู้สึกรำคาญใจ

จะรู้สึกเฉยๆรู้สึกมีความสุขมีความสบายใจเบาอกเบาใจ อันนี้แหละคือความสุขที่เกิดจากความสงบ และสมาธิแบบนี้แหละที่เรียกว่าเป็นสัมมาสมาธิ เป็นสมาธิที่จะมีกำลังในการต่อสู้กับกิเลสตัณหา ที่เป็นข้าศึกศัตรูต่อความสุข ต่อความสงบ เป้าหมายของการปฏิบัติก็คือต้องทำลายกิเลสตัณหาให้หมดไป เพื่อที่จะได้ความสุขความสงบที่ถาวร

ธรรมะบนเขา วันที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๕๖

“ความสุขจากความสงบ”

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต