ตัวที่ขโมยความนิ่งของใจ

การปฏิบัติของพวกเรานี้ก็เพื่อที่จะทำใจของเราให้นิ่ง ในทุกเวลานาทีกับทุกเหตุการณ์ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ถ้าเรามีสติ มีสมาธิ มีปัญญา เราจะรักษาใจให้นิ่งได้ตลอดเวลา แต่ถ้าเราไม่มีสติ ไม่มีสมาธิ ไม่มีปัญญา ใจเรานี้จะวูบวาบไปกับเหตุการณ์ที่มาสัมผัส จะไม่ยอมอยู่กับความจริง จะหนีความจริง จะอยากจะเปลี่ยนความจริงอยู่เรื่อยๆ เวลาใครด่าถูกใครเขาด่าก็อยากจะให้เขาหยุดด่า ไม่อยากจะฟัง เวลานั้นก็เครียดเวลานั้นก็ทุกข์ขึ้นมา แต่ถ้าไม่มีความอยากให้เขาหยุดด่า นั่งฟังไปอย่างสบาย เหมือนตอนนี้เราฟังนกด่าเรากันอยู่ นกมันคงด่าว่าพวกนี้มันมาทำไม มาแย่งที่อยู่อาศัยของเรา ทำไมมันไม่กลับไปบ้านสักที เราก็ไม่ไปสนใจเขา เราปล่อยให้เขาด่าไป เรากลับชอบเสียอีกว่าเสียงด่าของเขานี้ ไพเราะดีเหลือเกิน แต่ถ้าเราเข้าใจความหมาย เราอาจจะไม่อยากจะฟังก็ได้ เขากำลังด่าเรากำลังไล่เรา แต่เรากลับฟังว่ามันแสนไพเราะ เพราะเราไม่เข้าใจความหมาย พอเราเข้าใจความหมายแล้ว ต่อให้เป็นเสียงของนางฟ้าเทวดามาพูดก็ไม่ยอมฟัง ไม่อยากฟัง ถ้าเขาด่าเราเขาว่าเรา ตัวเสียงมันไม่เป็นปัญหา ตัวเสียงมันไม่เป็นปัญหา ตัวแปรความหมายต่างหากที่เป็นปัญหา แปรแล้วก็เกิดความชอบความชังขึ้นมา

วิธีแก้ก็คืออย่าไปสนใจกับความหมาย ให้คิดว่าเป็นเพียงเสียง เสียงนี้มันไม่สามารถทำอะไรเราได้ แต่สิ่งที่ทำเราได้ก็คือความหมายของเสียงนั้น และใจของเราที่ไม่นิ่ง ถ้าใจของเรานิ่งแล้วถึงแม้จะรู้ความหมาย ก็ไม่เป็นปัญหาอะไร เขาอยากจะด่าก็ปล่อยเขาด่าไป เราทำใจนิ่งได้เสียอย่างแล้วไม่เป็นปัญหา เขาด่าไปก็เหมือนเขาด่าเสา เสาไฟฟ้า ลองไปยืนด่าเสาไฟฟ้าดูซิ ด่าไปสักพักเดี๋ยวก็เหนื่อยเอง เขาก็จะหยุดด่าเอง ถ้าเราทำตัวเราให้เป็นเหมือนเสาไฟฟ้าได้ เวลาใครเขาด่าเรา เราก็นิ่งเฉย เป็นอุเบกขา เป็นทองไม่รู้ร้อน ด่าไปสักพักเดี๋ยวเขาเหนื่อยปากเปียกปากฉีก เขาก็หยุดด่าเอง

นี่แหละคือประโยชน์ที่เราจะได้รับจากการที่เรามาฝึกฝนอบรมทำใจให้สงบ ด้วยการเจริญสติเพื่อให้ใจสงบ เพื่อหยุดความคิดปรุงเเต่ง พอหยุดความคิดปรุงเเต่งได้ ใจก็จะนิ่งได้ ใจจะเป็นอุเบกขาได้ แล้วถ้ามีปัญญามาสอนใจให้คอยกำจัดความอยากต่างๆ ที่จะมาขโมยความสงบ มาขโมยความนิ่งของใจ พอเกิดความอยากก็ใช้ปัญญาพิจารณาว่าเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ได้มาแล้วไม่คุ้มเสีย ได้สิ่งที่อยากได้มาแต่เสียความสงบไป เสียความนิ่งไป แล้วต่อไปจะทุกข์เวลามีอะไรเกิดขึ้นมา สู้รักษาความนิ่งไว้ดีกว่าอย่าไปทำตามความอยาก แล้วต่อไปความอยากก็จะไม่สามารถมาทำลายความนิ่ง ความสงบของเราได้ ใครด่าก็ไม่มีความอยากให้เขาหยุดด่า ใครอยากจะจากเราไป ก็ไม่ความอยากให้เขาไม่จากเราไป ใครไม่ชอบเราไม่อยากจะอยู่กับเรา อยากไปก็ปล่อยเขาไป ใครอยากจะมาว่าเราก็ปล่อยเขาว่าไป เราอยู่กับความจริงเสมอ อย่าไปอยู่กับความอยาก แล้วใจของเราจะนิ่งจะสงบจะสบายไปตลอด จะไม่ทุกข์กับเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น ถ้าเรารู้ว่าไม่ว่าอะไรก็ตาม ทุกสิ่งทุกอย่างมีเกิดแล้วต้องมีดับไป เขาด่าเราเดี๋ยวเขาก็ต้องหยุดด่าเอง เขาไม่มีกำลังที่จะด่าเราตลอดเวลา ปล่อยให้เขาด่าให้เต็มที่เลย แล้วเดี๋ยวเขาก็หมดกำลังไป แล้วเขาก็จะไม่กลับมาด่าเราอีก เพราะรู้แล้วว่าด่าแล้ว ก็ไม่ได้อะไร ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกวุ่นวายเดือดร้อนไปกับคำด่าของเขา เขาด่า เราก็ฟังเขาด่า ความจริงเขาก็ไม่ต้องการอะไรจากเรา เขาเพียงแต่ต้องการระบายความรู้สึกที่มีอยู่ภายในใจของเขาเท่านั้นเอง เหมือนกับเวลาที่เราระบายความรู้สึกของเรา เราไม่สนใจด้วยซ้ำไปว่าเขาฟังหรือไม่ฟัง เขาชอบหรือไม่ชอบ เราไม่สนใจ เราเพียงแต่อยากจะระบายให้ความคับแค้นใจที่มันอยู่ภายในใจของเรานั้นออกไปเท่านั้นเอง พอระบายออกไปหมดแล้วก็ไม่รู้จะระบายอะไรอีก แต่ถ้าไม่ได้ระบายเดี๋ยวมันจะระเบิดขึ้นมาได้ ถ้าไม่ได้ด่าไม่ได้พูดเดี๋ยวอาจจะเอาปืนมายิงฆ่าเราก็ได้ เหมือนกับกาน้ำที่เราต้มน้ำไว้ ถ้าเราไม่มีรูให้ไอน้ำมันออกมา เดี๋ยวกาน้ำก็จะต้องระเบิด

ดังนั้นถ้าเขาอยากจะด่าเขาอยากจะระบายความเครียดเเค้นความโกรธความไม่พอใจของเขาออกมา ก็ปล่อยให้เขาระบายไป เขาเพียงแต่พูดดีแล้ว ดีกว่าเขามาตีเรา เขาด่าเราดีแล้วที่เขาไม่ตีเรา ถ้าเขาตีเราก็ดีแล้วที่เขายังไม่ฆ่าเรา ให้คิดอย่างนี้แล้วเราจะอยู่นิ่งเฉยได้ เราจะไม่เดือดร้อนกับการกระทำต่างๆ ของคนทั้งหลาย ไม่ว่าจะชมก็ไม่ได้ตื่นเต้นดีอกดีใจ คำชมมันก็เป็นเสียงเหมือนกัน คำด่ามันก็เป็นเสียงเหมือนกัน ชมแล้วมันก็หายไปเหมือนกัน ด่าแล้วมันก็หายไปเหมือนกัน คนฟังก็ยังเป็นเหมือนเดิมอยู่ไม่ได้วิเศษขึ้นมา ไม่ได้เป็นทองขึ้นมาเวลาเขาชมว่าเราดีอย่างนั้นดีอย่างนี้ เราก็ไม่ได้เป็นทองเป็นเพชรขึ้นมาแต่อย่างใด เวลาเขาด่าเรา เราก็ไม่ได้เป็นโคลนเป็นตมตามที่เขาด่าแต่อย่างใด เราก็ยังเป็นคนเดิมอยู่เหมือนเดิมอยู่ทุกอย่าง แล้วเราไปตื่นเต้นดีใจเสียใจกับการชมการด่าของคนอื่นทำไม ก็แสดงว่าเราโง่ เราไม่รู้จักวิธีรักษาใจของเรา ให้อยู่อย่างสุขอย่างสบาย เราต้องเป็นเหมือนจิ้งหรีดให้เขามาปั่นอยู่เรื่อยๆ เวลาเขาปั่นเรา เราก็ร้องกี๊ดๆขึ้นมา ดีอกดีใจขึ้นมา เวลาเขาด่าเรา เราก็ร้องห่มร้องไห้ขึ้นมา แล้วเราได้อะไรจากการด่าการชมของเขา เราก็ยังเป็นคนเดิมอยู่เหมือนเดิม

ดังนั้นขอให้เรามาฝึกฝนอบรมจิตใจของเราให้ฉลาด ให้เป็นแก่น ให้เป็นหิน ให้มีความหนักแน่น ไม่ให้มีความสะทกสะท้านกับสิ่งต่างๆทั้งหลายในโลกนี้ เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับร่างกาย ไม่ได้เกิดขึ้นกับใจ ใจนี้เป็นเพียงแต่ผู้มาอาศัยร่างกายเพื่อมารับรู้เหตุการณ์ต่างๆ เหมือนกับเราไปดูภาพยนต์ เราไม่ได้ในจอภาพยนต์ เหตุการณ์ในจอภาพยนต์นี้ไม่เกี่ยวกับเรา เราเพียงแต่รับรู้เท่านั้น แต่เราลืมไป เราคิดว่าเราอยู่ในจอภาพยนต์ พอเกิดเหตุการณ์อะไรเราก็คิดว่าเกิดขึ้นกับเรา เวลาเกิดการยิงกันเกิดลูกระเบิดขึ้นมา เราก็คิดว่าเราถูกลูกระเบิดไปกับเขาด้วย แต่ความจริงเราเป็นเพียงผู้ดูเท่านั้นเอง ใจเป็นผู้รู้ รู้ผ่านทางร่างกาย รู้เหตุการณ์ต่างๆ ผ่านทางร่างกาย แต่ใจไปหลงคิดว่าตัวเองเป็นร่างกาย ก็เลยวุ่นวายไปกับการเป็นไปของร่างกาย ร่างกายแก่ ร่างกายเจ็บ ร่างกายตายก็วุ่นวายไปกับเรื่องของร่างกาย แต่ถ้ารู้ว่าเราเป็นเพียงคนดู เราไม่ได้ไม่เสีย กับความเป็นความตายของร่างกาย พอภาพยนต์จบเราก็ออกจากโรงไป ร่างกายตายไปมันก็เรื่องของร่างกายไป พอร่างกายตายไปก็เหมือนภาพยนต์จบ เราก็ออกจากโรงไป เราจะออกไปแบบฉลาด หรือออกไปแบบโง่เท่านั้นเอง ถ้าออกไปแบบโง่ก็คือเราก็ไปหาโรงหนังใหม่ดูต่อ ถ้าออกไปฉลาดก็คือเลิกดูแล้ว ไม่เอาแล้วเบื่อแล้ว ดูแล้วไม่ได้อะไรเครียดไปเปล่าๆ ดีใจ เสียใจ แล้วก็ไม่ได้อะไรติดตัวกลับไปเลย นี่คือไปแบบฉลาด อย่างพระพุทธเจ้า พระอรหันต์นี้ท่านไปแบบฉลาด ท่านบอกไม่ดูแล้วหนัง หนังที่ดูผ่านทางร่างกายนี้ พอแล้ว ดูมาจนเบื่อแล้ว ทุกข์กับมันมาจนเบื่อแล้ว หยุดทุกข์เสียทีไม่ได้ ไม่เสีย แต่ต้องมาเครียดกับมันไปเปล่าๆ

นี่แหละคือผลที่เราจะได้รับจากการศึกษา จากการฟังเทศน์ฟังธรรมแล้วนำเอาไปปฏิบัติ เราจะได้ปัญญา เราจะได้รู้ว่าเราคือใคร เราเป็นใครกันแน่ เราเป็นคนดีลเราไม่ได้เป็นตัวแสดง ตัวแสดงคือร่างกาย เราเพียงแต่ใช้ร่างกายให้แสดงอะไรต่างๆแทนเราเท่านั้นเอง สิ่งที่ร่างกายได้เราก็ไม่ได้ อยู่ที่ร่างกาย สิ่งที่ร่างกายเสีย เราก็ไม่เสีย เรามาตัวเปล่าๆ แล้วเราไปตัวเปล่าๆ เวลาเข้ามาในโรงภาพยนต์ เราก็ไม่ได้เอาอะไรติดตัวมา เวลาเราออกจากโรงภาพยนต์ไปเราก็ไม่ได้เอาอะไรติดตัวไป ก็มีอยู่ ๒ อย่างที่เราจะเอาไปได้ก็คือความโง่ หรือความฉลาด เวลาเข้ามาในโรงภาพยนต์ก็มาด้วยความโง่ เพราะคิดว่าจะมาหาความสุขจากการดูภาพยนต์ แต่พอดูแล้วก็มาเครียดกับภาพยนต์ที่ได้ดู ต้องมาเศร้าโศกเสียใจ ร้องห่มร้องไห้กับการสูญเสียของดาราที่เรามาติดตามดู แล้วพอภาพยนต์จบเราก็ไม่ได้อะไรไปเลย ถ้าเราฉลาด ก็ไม่กลับมาดูอีกแล้วพอแล้ว ต่อไปนี้อยู่บ้านดีกว่า นอนอยู่บ้านเฉยๆ สบาย บ้านของเราก็คือพระนิพพานนี่เอง

บ้านที่ไม่มีความอยาก เพราะมีปัญญารู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างนี้เป็นเหมือนภาพยนต์ โลกนี้เป็นเหมือนโรงละคร เป็นเหมือนโรงภาพยนต์ ดูมากี่ล้านรอบก็เหมือนกัน เป็นละครน้ำเน่าเหมือนกันทุกรอบ มีรักมีชัง มีแก่งแย่งชิงดีมีโกรธมีเกลียด มีอิจฉาริษยามีอะไรร้อยแปด ภาพยนต์ที่เราดูนี้ มันเป็นภาพสะท้อนความจริงของโลกนี้ โลกนี้มันเป็นอย่างนี้ เราเป็นเพียงคนดูอย่าไปหลงกับมันเท่านั้นเอง แล้วเราก็จะอยู่อย่างสบายไม่ทุกข์ไม่เครียดกับการเกิด กับการดับ กับการมากับการไปของสิ่งต่างๆ รวมถึงร่างกายนี้ด้วย เราจะไม่ทุกข์กับความแก่ ความเจ็บ ความตาย เราจะไม่ทุกข์กับการพลัดพราจากสิ่งต่างๆ ที่เรารักเราชอบไป

ดังนั้นขอให้พวกเราพยายามฟังเทศน์ฟังธรรมกันอยู่เรื่อยๆ เพื่อที่เราจะได้เอาความรู้นี้มาสอนใจเราอีกต่อหนึ่ง มาสอนใจให้ใจของเรานิ่งให้ใจของเราสงบให้ใจของเราปล่อยวางเป็นอุเบกขา ให้ใจของเรา กำจัดความอยากต่างๆที่จะมาขโมยความสงบความนิ่งนี้ ที่จะทำให้เราไม่สามารถอยู่กับความจริงได้ ถ้าเรามีสติ สมาธิ มีปัญญาแล้ว เราจะอยู่กับความจริงตลอดเวลา เราจะไม่อยู่กับความอยาก เพราะเราจะเห็นโทษ ของความอยากว่า เวลาเกิดความอยากขึ้นมานั้นมันแสนทรมานใจ อยู่กับความจริงมันไม่ทรมาน ความแก่มันไม่ทรมาน ความเจ็บมันไม่ทรมาน ความตายมันไม่ทรมาน สิ่งที่ทำให้ใจทรมานก็คือความอยากไม่แก่ อยากไม่เจ็บ อยากไม่ตายต่างหาก ถ้าเราปฏิบัติไป เราก็จะเข้าใจหลักความจริงเหล่านี้ แล้วเราก็จะสามารถรักษาใจของเรา ให้ตั้งอยู่ในความนิ่งความสงบไปได้ตลอดเลย

ดังนั้นขอให้พวกเราจงพยายามมีความอุตส่าหะ วิริยะ ความพากเพียร หมั่นฟังเทศน์ฟังธรรมอยู่เรื่อยๆ ฟังแล้วก็นำเอาไปปฏิบัติ โดยเฉพาะการเจริญสติ สมาธิและปัญญา อันนี้ทำได้มากเท่าไรแล้ว ผลก็จะเกิดขึ้นได้เท่านั้น ถ้าไม่ทำก็ไม่เกิดแล้วไม่มีใครจะทำให้เราได้ เวลาก็จะไม่ทำให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นมาได้ ไม่เหมือนกับต้นไม้พอเราปลูกแล้ว ปล่อยมันทิ้งไว้ในดิน เดี๋ยวมันก็โตไปเองตามเวลา แต่สติ สมาธิ ปัญญานี้มันจะไม่เติบโตเจริญขึ้นไปของมันเอง มันต้องเกิดจากการบำเพ็ญของเรา เกิดจากการเจริญของเรา เกิดจาการเดินจงกรม นั่งสมาธิ เกิดจาการบริกรรมพุทโธๆ เกิดจากการพิจารณาอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เกิดจากการพิจารณาอริยสัจ ๔ เกิดจากการพิจารณาอสุภะ ปฏิกูล อันนี้แหละจะเป็นสิ่งที่ทำให้คุณธรรมต่างๆ เกิดขึ้น ไม่เหมือนกับต้นไม้ที่พอเราปลูกลงไปในดินแล้ว พอมันไม่ตายแล้วมันก็เจริญเติบโตของมันไป ตามกาลตามเวลา ธรรมะนี้ต้องบำเพ็ญอยู่อย่างต่อเนื่อง ทำมากก็จะได้ผลเร็ว ทำน้อยก็ได้ผลช้า ไม่ทำก็จะไม่ได้ผลเลย ดังนั้นทั้งหมดก็กลับมาอยู่ที่ตัวเรา อยู่ที่อัตตาหิ อัตโนนาโถ ตนเป็นที่พึ่งของตน อย่าไปหวังพึ่งอะไรทั้งหมดในโลกนี้นอกจากพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่จะเป็นผู้ที่ให้กำลังใจ ผู้ที่จะให้ปัญญาความรู้ความฉลาด แสงสว่างให้กับเรา แต่ถ้าเราไม่มีอัตตาหิ อัตโนนาโถ เราก็จะไม่สามารถนำเอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มาใช้ให้เกิดประโยชน์กับเราได้

ดังนั้นเราต้องพยายามพากเพียร ทุกเวลานาทีตั้งแต่ตื่นขึ้นมาจนหลับ อย่าปล่อยให้ใจอยู่ปราศจากสติ คอยควบคุมใจเหมือนกับเป็นนักโทษที่เราเป็นผู้ควบคุมต้องคอยเฝ้าดูอยู่ทุกเวลานาที ไม่ให้ใจหนีไปทำในสิ่งที่จะมาทำทุกข์ให้กับเรา ก็คือไม่ให้ใจไปอยากกับสิ่งต่างๆ ทั้งหลาย ให้ใจตั้งอยู่ในความสงบ ให้อยู่กับความจริงเพียงอย่างเดียว.

ธรรมะบนเขา วันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๕๖

“ฟังธรรมจากผู้รู้จริง”

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต