เพ่งกสิณ

ถาม : ท่านอาจารย์ครับการเพ่งกสิณนี่เป็นวิธีปฏิบัติให้ถึงนิพพานพ้นทุกข์ ถูกต้องไหมครับ เป็นวิธีหนึ่งใช่ไหมครับ

พระอาจารย์ : การเพ่งกสิณนี่ก็เป็นการเจริญสมถภาวนา ทำใจให้สงบ การทำใจให้สงบนี้มีอุบายถึง ๔๐ วิธี ถึงเรียกว่า กรรมฐาน ๔๐ กสิณรู้สึกจะมีอยู่ ๑๐ ชนิด คือให้เราเพ่งสีใดสีหนึ่ง สีเขียว สีแดง คือให้ใจเรามีอะไรผูกไว้ไม่ให้ไปคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ เหมือนกับการใช้พุทโธ พุทโธ ก็เป็นการเพ่งคำว่าพุทโธ ถ้าดูลมก็ใช้การเพ่งลมไป ก็เป็นอุบายของสมถะ การมีสมถะอย่างเดียวนี้ไม่พอต่อการหลุดพ้น เพราะมีสมถภาวนานี้มาก่อนที่พระพุทธเจ้าจะทรงตรัสรู้ พระพุทธเจ้าเองก็ทรงเจริญสมถภาวนา จนได้ฌานสมาบัติ แต่เวลาออกจากสมาธิมา ความอยากก็โผล่ขึ้นมา ความทุกข์ก็ตามมา

พระองค์จึงต้องทรงค้นคว้าหาความจริงว่า ไอ้ความทุกข์ที่เกิดนี้มันเกิดจากอะไรกันแน่ ตอนต้นก็คิดว่าเกิดที่อยากรับประทานอาหาร อยากมีชีวิตอยู่ ก็เลยหยุดรับประทานอาหารดูซิว่าความอยากมันจะหายไปไหม ความอยากมันก็ยังมีอยู่ ร่างกายจะตายแล้วความอยากมี อยากเป็น อยากในรูปเสียงกลิ่นรสต่างๆ ก็ยังมีอยู่ ก็ทรงรู้ว่าความอยากไม่ได้อยู่ที่ร่างกาย ไม่ได้อยู่ที่การให้ร่างกายมีกำลังหรือไม่มีกำลัง มันก็ไม่ทำให้ความอยากนี้มันหมดไป คิดว่าถ้าอดอาหารแล้วความอยากมันจะหายไป มันไม่หาย ก็เลยทรงย้อนมาคิดว่า ถ้ามันไม่ได้อยู่ที่ร่างกาย มันก็อยู่ที่ใจ ก็เลยใช้การภาวนานั่งขัดสมาธิอยู่ใต้ต้นโพธิ์ แล้วก็ทรงเจริญสมถภาวนาทำใจให้สงบ พอทำใจให้สงบแล้วก็ใช้ปัญญาใคร่ครวญหาเหตุหาผล ก็ทรงเห็นว่า เวลาเกิดความอยากก็จะเกิดความทุกข์ใจขึ้นมา แล้วก็ทรงเห็นว่าการที่จะดับความอยากได้ หยุดความอยากได้ ก็ต้องเห็นว่าการที่จะทำอะไรตามความอยากนี้จะไม่ได้ดับความทุกข์ใจ กลับจะเพิ่มความทุกข์ใจให้มีมากขึ้น เพราะว่าทุกสิ่งที่อยากได้อยากมีอยากเป็นนั้นจะต้องเสื่อมหมดไป เวลาที่เสื่อมหมดไปก็จะเป็นเวลาที่มีความทุกข์ใจอยู่ดี ก็เลยทรงเห็นว่าถ้าไม่อยากแล้วก็จะไม่ทุกข์ ทรงเปรียบเทียบเวลาไม่อยากกับสิ่งใดแล้วสิ่งนั้นก็ไม่เป็นปัญหากับเรา ก็เลยต้องเห็นอริยสัจ ๔ อันนี้ก็เห็นได้โดยพระพุทธเจ้าเพียงพระองค์เดียว เพราะว่าไม่มีใครที่จะมีปัญญาความรู้ ความฉลาดที่จะวิเคราะห์ถึงต้นเหตุของความทุกข์ใจได้ด้วยตนเอง ต้องเป็นพระโพธิสัตว์ เช่นพระพุทธเจ้าตอนที่ทรงบำเพ็ญนี้ก็ถือว่าเป็นพระโพธิสัตว์ พอได้ตรัสรู้พระอริยสัจ ๔ ก็ได้เป็นพระพุทธเจ้าขึ้นมา

ต่อไปก็จะมีพระโพธิสัตว์มาพิจารณามาเจริญปัญญาแบบนี้อีก หลังจากที่ไม่มีคำสอนของพระพุทธเจ้าหลงเหลืออยู่ในโลกนี้แล้ว คือจะไม่มีใครรู้จักอริยสัจ ๔ ไม่มีใครรู้จักอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็จะมีพระโพธิสัตว์องค์ใหม่ที่จะมาค้นคว้าหาความรู้อันนี้ขึ้นมา เหมือนกับที่พระพุทธเจ้าทรงค้นคว้าหาความรู้อันนี้ขึ้นมา เพราะในสมัยที่ทรงบำเพ็ญอยู่ไม่มีใครรู้ความจริงอันนี้ ไม่มีใครพูดถึงอริยสัจ ๔ ไม่มีใครพูดถึงอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ที่จะเห็นกันก็เห็นอนิจจัง เห็นความไม่เที่ยง เห็นความทุกข์ แต่ไม่รู้ไม่เห็นอนัตตา ไม่มีใครเห็นอนัตตา ไม่มีใครรู้ว่าความทุกข์นั้นเกิดจากความอยาก.

ธรรมะบนเขา วันที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๕๖

“ปัญญา ๓ ระดับ”

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต